2.27.2010

"รอยประทับ"


นฤมล เทพไชย.  รอยประทับ.  กรุงเทพฯ : ผีเสื้อ, 2531.


ได้หนังสือ “รอยประทับ” โดยนฤมล เทพไชย สำนักพิมพ์ผีเสื้อ จากร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองลำปลายมาศ จ. บุรีรัมย์ ด้วยความซุกซนของสายตาแท้ๆ เชียว  ตั้งใจแค่จะไปซื้อนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ แต่ก็ยังมิวาย กวาดสายตาไปทั่วๆ แผงหนังสือว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง  ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะไม่ซื้อหนังสือใดๆ เลย เพราะงานสัปดาห์หนังสือจะมาอีกไม่ช้าแล้ว แต่หน้าปกหนังสือ “รอยประทับ” อันสวยสดงดงามกลับทำให้ต้องเปลี่ยนใจจนได้ 

แต่เรื่องตลกก็คือ หลังจากที่ดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ จึงเข้าไปยัง website ของ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พบข้อความที่บอกว่า หนังสือ “รอยประทับ” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (ที่ดิฉันถืออยู่ในมือ) พิมพ์จากไฟล์ที่ผิดพลาด สำนักพิมพ์เรียกคืนหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ไปทำลาย และจะส่งเล่มใหม่ที่ตีพิมพ์อย่างถูกต้องมาให้โดยเร็ว  ข้อความนี้เขาแจ้งตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว  แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะนี่ ถ้าดิฉันได้เล่มใหม่มา ก็ต้องมาอ่านใหม่เหรอ หวังว่าที่มีข้อผิดพลาดนี่คงไม่ใช่เนื้อเรื่องผิดนะ ไม่ใช่แบบพระเอกไม่ใช่คนนี้ คนเขียนเขาเขียนผิด จริงๆ คนนั้นเป็นโจร ส่วนนางเอกตาย อะไรแบบนี้อ่ะ ไม่เอานะ

ไม่ได้เห็นหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อมานานแล้ว หรืออาจเป็นเพราะดิฉันมัวแต่ไปตื่นเต้นกับหนังสือหน้าปกเก๋ๆ ดีไซน์สวยๆ ชื่อเรื่องเท่ห์ๆ จากสำนักพิมพ์วัยรุ่นติ๊สๆ ก็เป็นได้ จึงทำให้มองข้ามและลืมเลือนหนังสือสุดคาสสิกของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ อ่านหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเยอะมาก ตอนนั้นเป็นช่วงร้านหนังสือดวงกมลสมัยกำลังรุ่งเรืองเลย

บอกตามตรงว่าเลือกหนังสือ “รอยประทับ” เพราะชอบหน้าปก รูปเล่ม และการหีบห่อ คำโปรยที่บอกว่า เป็น “นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ... จากแดนอินเดียแดงสู่สยาม ... จากความทรงจำของแมรี่ เลาเกอสัน” มีส่วนในการตัดสินใจเสียเงินแบบปัจจุบันทันด่วนเล็กน้อย นึกว่าชาวอินเดียแดงมาเที่ยวสยาม แต่แมรี่ เลาเกอสันนี่ใครก็ไม่รู้จัก ความจำเธอดีแค่ไหนก็ไม่รู้ เลอะเลือนหรือเปล่า หรือมาสร้างเรื่องนวนิยายหลอกคนไทย หลอกฝรั่งแบบ Anna and the King of Siam

แต่ความจริง ดิฉันไม่มีความคิดเหล่านี้ตอนที่อ่านหรอกค่ะ เพราะความที่เขียนออกมาในแนวนิยาย มันเหนือความจริงอยู่แล้ว มันมีแต่เรื่องที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคนๆ หนึ่ง เพราะฉะนั้นจะมีแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่อยากให้ลูกหลานและชนรุ่นหลังจดจำ

“รอยประทับ” เป็นเรื่องชีวิตผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่ออัลธา เอกิ้น  เธอเกิดและเติบโตในช่วงที่คนขาวเริ่มเข้าไปตั้งถิ่นฐานวางรกรากในดิน แดนอเมริกา ที่ซึ่งชาวอินเดียแดงเป็นผู้ครอบครองอยู่ก่อนแล้ว ชีวิตในวัยเด็กของเธอ แม้จะยังไม่รู้ความ แต่ก็ต้องพบเจอกับความรุนแรงและความตายของคนในครอบครัวเสมอ บิดาของเธอหายตัวไปขณะที่เดินทางไปเจรจาซื้อที่และไม่กลับมาอีก มารดาเลี้ยงดูเธอและพี่น้องมาอย่างยากลำบาก จนแต่งงานใหม่กับชายที่ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้า แต่เขาก็เป็นพ่อและสามีที่ดี เธอมีน้องชายฝาแฝดต่างบิดา แต่ฝาแฝดทั้งสองก็ตายไปตั้งแต่ยังแบเบาะด้วยโรคระบาดคอตีบ ตัวเธอเองและพี่น้องอีกสามคนก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เมื่อโตมา ชอบร้องเพลง เล่นออร์แกน ครอบครัวเธอเป็นชาวคริสเตียนที่เคร่งครัด เธอได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากบาทหลวงที่ประจำอยู่ในเมืองที่เธออาศัยอยู่ เขาแนะนำให้เธอพยายามเรียนหนังสือให้จบ เธอพบรักกับชายหลายคน แต่ลงเอยกับคนที่มีเป้าหมายเป็นหมอสอนศาสนา หรือพวกมิสชันนารี เธอเรียนจบ แต่งงานกับเขา และไปฮันนีมูนกันที่นิคมอินเดียแดงเพื่อไปเผยแพร่ศาสนา พวกเขามีลูกน้อยหนึ่งคนแต่ก็ตายไปตั้งแต่วัยแบเบาะ ด้วยความเสียใจกันอย่างยิ่งยวด ทั้งสองตัดสินใจทิ้งอดีตอันเศร้าหมองไปยังประเทศสยาม เป็นพวกมิสชันนารีรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากไปถึงประเทศสยามได้ไม่ถึงเดือน สามีของเธอก็เสียชีวิตด้วยไข้ป่ารุนแรง เธอไร้ที่พึ่ง แต่ก็พยายามที่จะอยู่ในสยามต่อไปให้ได้ตามประสงค์ของสามี กาลเวลาผ่านไป เธอก็พบรักใหม่ เป็นรักครั้งสุดท้าย สามีใหม่ของอัลธาคือ จอห์น เอกิ้น ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เป็นคู่แข่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ทั้งสองได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองสยาม ทิ้งสิ่งดีงามและความประทับใจแด่ประเทศที่เธอคิดว่าเป็นบ้านจนวาระสุดท้ายของชีวิต

คนที่เล่าเรื่องนี้คือ แมรี่ เลาเกอสัน ซึ่งเป็นบุตรสาวจอมแก่นของอัลธา เอกิ้น แมรี่เกิดและเติบโตในสยาม ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากมารดาและเหล่ามิสชันนารีในสยามทั้งหลาย หลังจากนั้นไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกาจนจบ และกลับมาทำงานกับกลุ่มมิสชันนารีในสยาม เป็นอาสาสมัครที่ปรึกษาและสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เธอเดินทางไปมาระหว่างสยามและอเมริกา แต่ก็คิดเสมอว่าสยามคือบ้านของเธอ

ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นในนวนิยายเรื่องนี้คือ ความรัก ความตาย และคนขาวที่เชื่อว่าความรับผิดชอบใหญ่หลวง คือนำวิทยาการและศาสนาคริสไปเผยแพร่แทนพระเจ้า ซึ่งมีผลต่อการตัดสินสังคมที่มีความเชื่อและการใช้ชีวิตต่างจากตนเอง 

สำหรับอัลธาแล้ว คนสยามงมงาย ล้าหลัง ไม่จริงจังกับเรื่องใดๆ  เธอรับไม่ได้ที่ผู้หญิงชาวสยามชอบเอ่ยยกลูกให้เธอเลี้ยง  เธอหงุดหงิดทุกครั้งที่ชายชาวสยามจบการสนทนาเรื่องคอขาดบาดตายด้วยการพูดจาติดตลกและการหัวเราะ เธอไม่ชอบที่เห็นหญิงชาวสยามเปิดเผยทรวงอกในที่สาธารณะ ชายชาวสยามใช้ผ้าขาวม้ากับทุกสิ่ง ล้างมือล้างหน้ากับน้ำในคลอง เธอเกลียดการกินอาหารด้วยมือ หรือดื่มน้ำฝนที่ไม่ได้ต้มก่อน เธอคิดเสมอว่าเธอจะต้องช่วยให้ชาวสยามเป็นชาติที่มีอารยะเฉกเช่นชาวตะวันตกอย่างเธอ 

สิ่งที่เห็นกันตลอดเรื่องคือ พวกมิสชันนารีและครูชาวตะวันตกสมัยนั้น รักและช่วยเหลือกันเสมอ พวกเขามีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการสื่อสารระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประชุม การวางแผนเรื่องบุคคล การจัดสรรงบการเงินอย่างเป็นขั้นตอน ชัดเจน  พวกเขาดูแคลนชาวต่างชาติที่ได้สร้างครอบครัวกับหญิงชาวสยาม  และคิดว่าพวกเขาเท่านั้น ที่จะช่วยให้ชาวสยามรู้จักการแพทย์สมัยใหม่ รู้จักการใช้ยา การฉีดวัคซีน การบำรุงครรภ์ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  และพวกเขาเท่านัน ที่จะช่วยชี้ทางสว่างให้กับชีวิตชาวสยามโดยผ่านการศึกษาแบบตะวันตก มีโรงเรียนใหญ่ อาคารกินนอนของนักเรียน การเข้าโบสถ์ สวดมนตร์และร้องเพลงแด่พระเจ้าทุกวันอาทิตย์

พวกมิสชันนารีแต่งงานกันเอง การแต่งงานกับผู้ที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว หรือมีลูกติดจากคู่สมรสเก่าเป็นเรื่องที่รับได้ พวกเขาแต่งงานกันเพราะต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน พวกเขาไม่ไว้ใจคนสยาม พวกเขาเลือกเด็กชาวสยามที่จะมาเป็นเพื่อนกับลูกของพวกเขา และเมื่ออายุประมาณ 12 ปี พวกเขาจะส่งลูกไปรับการศึกษาในประเทศบ้านเกิด เพราะพวกเขากลัวว่าลูกจะพูดภาษาไทยคล่องเกินไป และกลายเป็นคนเปิ่น ล้าหลังอย่างชาวสยาม  ถึงแม้ว่าพวกลูกๆ ของจอห์นและอัลธาจะกลับมาเมืองสยามกันหลังจากเรียนจบ พวกเขายังคงเลือกแต่งงานกับคนขาวด้วยกัน การคบหาสมาคมกับชาวสยามเปรียบเสมือนการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า เป็นเหมือนเจ้านายกับลูกน้อง เหมือนผู้มีพระคุณกับผู้ที่ต้องตอบแทนบุญคุณ ไม่ใช่เพื่อนอันเท่าเทียม

สำหรับเรื่องความรักระหว่างชายหญิงมีให้เห็นกันตลอดเรื่อง ตั้งแต่ยุคคนขาวไล่คนอินเดียแดงไปอยู่ในนิคม มาจนถึงเมื่อเธอมาอยู่เมืองสยาม แม่ของอัลธาแต่งงานใหม่กับชายที่อายุอ่อนกว่าเป็นสิบปี เพียงเพราะเขาคิดว่าช่วยเหลือเธอในการเลี้ยงดูครอบครัวได้ และเธอก็ต้องการคนมาช่วยหาเลี้ยงลูกๆ และทำการเพาะปลูก  ความรักระหว่างอัลธาและสามีคนแรกของเธอ เป็นความรักอันบริสุทธิ์ของชายหญิงในเรื่องที่สุดแล้ว เป็นความรักที่เกิดเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการจะอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่ใช่เพราะต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน  ส่วนกับสามีคนที่สอง ที่มาพบกันหลังสามีคนแรกเสียชีวิต แต่งงานกันเพราะต้องการความช่วยเหลือ ส่วนคู่รักมิสชันนารี ทั้งบรรดาแหม่มๆ และหมอๆ ทั้งหลาย เกิดเพราะต้องทำงานใกล้ชิดกัน พวกเขาไม่มีใครอีกแล้วที่เข้าใจกัน พูดภาษาเดียวกัน มีอารยะเหมือนกัน  ชายชาวอังกฤษคนหนึ่งต้องนอกใจภรรยาที่อยู่อังกฤษ และไปมีลูกกับหญิงชาวสยาม พวกเขามองว่าเป็นเรื่องผิด สุดท้ายเขาเอาลูกของเธอไปเลี้ยงกับลูกของเขาในอังกฤษ

ความตายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีให้เห็นอยู่ตลอดเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งจะพานพบความตายได้เยอะขนาดนี้ ในช่วงแรก เป็นความตายจากสงครามและความขัดแย้ง ต่อมาเป็นความตายที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ  พ่อแม่ต้องฝังศพลูก สามีต้องฝังศพภรรยา ภรรยาต้องฝังศพสามีทั้งๆ ที่เพิ่งมีลูกด้วยกัน ความตายแม้จะเป็นเรื่องเศร้า แต่ดูเหมือนคนสมัยนั้นเคยชินกับความตายมากกว่าคนสมัยนี้ พวกเขาเศร้า แต่เพราะรู้ว่าโรคภัยมากมายที่รักษาไม่ได้ พวกเขาทำใจได้แม้ตัวเองจะต้องเป็นคนที่จากไป

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้รับจากคณะมิสชันคืออะไรกัน ศาสนาที่พยายามเข้ามาพร้อมกับความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่ก็ไปไม่ไกลดังที่ตั้งใจไว้ ประเทศไทยในปัจจุบันก็ยังเป็นประเทศพุทธศาสนาอยู่ เราได้วัฒนธรรมการดูแลรักษาสุขภาพจากโลกตะวันตก การมีโรงพยาบาล การไปหาหมอ การผลิตยา ทดลองยาใหม่ๆ  เราได้วัฒนธรรมการศึกษาจากตะวันตก เรามีโรงเรียน มีครู มีแบบเรียน เด็กๆ ทุกคนต้องไปโรงเรียน 

สมัยก่อน พวกเขายื่นข้อเสนอให้เรานับถือศาสนาของพวกเขา โดยแลกกับการรักษาชีวิต และการหยิบยื่นความรู้วิทยาการสมัยใหม่ให้ลูกหลานเรา แล้วทุกวันนี้ล่ะ พวกเขาให้อะไรกับเรา และต้องการอะไรจากเรา

2.15.2010

"สุนทรียสนทนา"




วิศิษฐ์ วังวิญญู.  สุนทรียสนทนา.  กรุงเทพฯ : สวนเงินมีมา, 2552.  "สุนทรียสนทนา" โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู เป็นผลงานที่น่าสนใจมากจากสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาอีกแล้วค่ะ จริงๆ แล้วช่วงนี้ดิฉันค่อนข้างอินกับสำนักพิมพ์นี้พอสมควร เนื่องจากผู้รู้ที่เคารพนับถือกันบอกว่า "หนังสือของสวนเงินมีมาดีๆ ทั้งนั้น"  เริ่มแรก ดิฉันได้อ่าน "ธุรกิจที่ดีงาม" ก็เกิดอาการช๊อค ต้องยกเครื่องจิตเปลี่ยนความคิดกันยกใหญ่เลยทีเดียว ฉนั้น อย่าแปลกใจเลยค่ะ หากช่วงนี้จะเห็นหนังสือจากสวนเงินมีมาเยอะหน่อย  เพิ่งอ่าน "สุนทรียสนทนา" จบสดๆ ร้อนๆ เลยนะคะ  ใครเลยจะรู้ว่าหนังสือเล่มเล็กๆ นี้ อ่านโคตรยากเลย  ภาษาที่ใช้นั้นเหลือกินจริงๆ ค่ะ ต้องใช้สมาธิสูง  ดิฉันเองอ่านบางย่อหน้าครั้งเดียวไม่ได้ ต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าคิดว่าเข้าใจ แล้วผ่านไปยังย่อหน้าต่อไปได้  แต่เหตุการณ์แบบนี้อาจมีสาเหตุมาจากการที่ดิฉันไม่เคยรู้จักกระบวนการสุนทรี ยสนทนามาก่อนก็เป็นได้  ความจริงแล้ว เคยมีโอกาสทำ dialogue แบบนี้มาก่อนนะคะ แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเค้าเรียกว่า สุนทรียสนทนา เลยไม่ใส่ใจเท่าไหร่  จำได้ว่าตอนที่ทำเอาแต่นั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวนเพราะคิดถึงแฟนเก่า ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงระหองระแหงพอดี พอเค้าให้เริ่มพูดก็เอาแต่ร้องไห้ พูดไปสะอื้นไป  พอถึงเวลาคนอื่นพูด ฟังไปก็ร้องไห้ไปเพราะเอามาโยงกับเรื่องของตัวเอง  นั่นแค่จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้เรื่องเลยมั้งคะ  เพราะจากวันนั้น ก็ไม่ได้รู้อย่างถ่องแท้เลยว่า สุนทรียสนทนา คืออะไร  ดูจากชื่อ สุนทรียสนทนา เราอาจจะคิดว่า มันคือการสนทนาที่ทำให้เกิดความสุนทรีย์ เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ ใช้ภาษาดอกไม้ หอมหวล สวยงาม ก็คงเป็นอย่างนั้นมั้งคะ คือสุดท้ายแล้วเราน่าจะเกิดความอิ่มเอมใจในระดับหนึ่งจากการสนทนาแบบสุนทรียสนทนา  แต่ที่มันไม่ใช่คือ เราไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาดอกไม้ในการสนทนา แต่มันเน้นที่การฟังอย่างไม่ยึดติด ไม่พยายามโต้แย้ง หรือตัดสิน เป็นการฝึกการฟังอย่างเข้มข้นเลยทีเดียว และหนังสือก็บอกเล่าหลายวิธีที่จะช่วยให้เรามีทักษะการฟังและการสนทนาที่ดี  อย่างวิธีหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจก็คือ การสนทนาแบบสะท้อน  คือเมื่อผู้พูดคนหนึ่งพูดจบ ผู้ฟังอีกคนหนึ่งก็ทวนสิ่งที่ผู้พูดคนแรกพูด เพื่อให้ผู้พูดได้รับรู้สิ่งที่ตัวเองพูด และเพื่อดูว่าผู้ฟังเข้าใจตรงกันกับสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสารหรือไม่  และที่สำคัญคือ มันเป็นการช่วยให้ผู้พูดได้รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองด้วย เพราะหากพูดไปแบบโมโห หรือหยาบคาย มันก็จะกลับมาที่ตนเอง ทำให้ตนเองได้ตระหนักถึงความรุนแรงที่เพิ่งถ่ายทอดไป บางทีทำไปแบบไม่รู้ตัว พอมันย้อนกลับมาที่หน้าเรา อาจจะทำให้ได้สติก็ได้ค่ะ  อยากเอาไปลองใช้ที่ทำงานดูเหลือเกิน  แต่ถ้าทุกคนไม่เข้าใจกระบวนการ มีหวังทะเลาะกันเละเทะแน่ๆ  กระบวนการเรียนรู้ผ่าน สุนทรียสนทนา นั้นมีขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ที่ดึงเข้ามาอธิบาย โดยเฉพาะความเชื่อของวิทยาศาสตร์ควอนตัม ที่ส่ง "ตัวกวน" ลงไปในวงสนทนา เพื่อทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง และอยากจะพูดอยากจะฟังเพื่อตอบคำถามที่เจ้าตัวกวนสร้างขึ้น  นอกจากนี้มีทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดของสมอง การรับรู้ การประมวลข้อมูล ดังนั้น สุนทรียสนทนา ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลป์อย่างเดียว แต่มันสามารถอธิบายเป็นระบบ - ความสัมพันธ์ของจุดเริ่มต้นและจุดจบ - ได้ด้วยวิทยาศาสตร์นั่นเลยทีเดียว  ดิฉันคงไม่สามารถพูดตรงๆ ได้หรอกค่ะว่าเข้าใจ 100% กับสิ่งที่อยู่ในหนังสือ จะให้อธิบายว่าสุนทรียสนทนาคืออะไร ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้หรือเปล่า ผู้อ่านบางท่านที่เคยผ่านกิจกรรมสุนทรียสนทนามาอาจจะอ่านได้สบายๆ เก็ทเร็วเลยแหละ แต่สำหรับดิฉันน่าจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม  และคิดว่าต้องลองเข้าร่วมสุนทรียสนทนาสักครั้งสองครั้ง ถึงจะเห็นภาพและเข้าใจที่วิศิษฐ์กล่าวไว้  ช่วงหลังๆ มีการแนะนำว่าจะใช้สุนทรียสนทนาในการประชุมที่ทำงานได้อย่างไร น่าสนใจดีค่ะ แต่ไม่น่าง่ายถ้าสมาชิกในที่ประชุมไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร  อีกจุดหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าน่า สนใจมากคือ การตกร่องอารมณ์ ซึ่งวิศิษฐ์อธิบายว่ามันเป็นเหมือนการจมปลักอยู่ในอารมณ์โกรธ โมโห เกลียด หรืออารมณ์ด้านลบอื่นๆ เมื่อคนเราเกิดอารมณ์แบบนี้ สมองส่วนที่ทำหน้าที่เรียนรู้หรือค้นหาข้อมูลจะลดการทำงานลง คนโมโหเลยโมโหอยู่อย่างนั้น บ่นไม่เลิก  แต่ในทางกลับกัน หากสมองส่วนค้นหาข้อมูลวิธีแก้ปัญหาเริ่มทำงาน สมองที่คุมร่องอารมณ์ก็จะหยุดทำงานเช่นกัน  ดังนั้น เวลาที่เราโกรธหรือโมโห เราจึงได้ยินบ่อยๆ ว่า เราควรคิดหาวิธีแก้ปัญหามากกว่ามานั่งอมทุกข์อยู่ อืมม.. มีที่มาอย่างนี้นี่เอง  ดิฉันมีเพื่อนเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางด้านจิตใจ เธอก็ใช้วิธีนี้เสมอ แม้แต่กับเพื่อนตัวเอง เธอจะถามกลับไปกลับมา จะทำยังไง คิดว่าวิธีไหนถึงจะดี อืม..มีที่มาอย่างนี้นี่เอง  ก็ถือเสียว่าอ่านเพื่อเก็บข้อมูลไปก่อนได้ลองทำจริงๆ ก็แล้วกันค่ะ

1.24.2010

"อธิฐานสิจ๊ะ กับนางฟ้าสีเขียว"







วิเชียร ไชยบัง.  อธิษฐานสิจ๊ะ กับนางฟ้าสีเขียว.  บุรีรัมย์ : โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา, 2552.
ตอนแรกคิดว่าจะเขียนถึง “ใบไม้แดง” ของวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ซึ่งอ่านจบไปแล้วนะคะ แต่ขอเปลี่ยนแผน เป็น “อธิฐานสิจ๊ะ กับนางฟ้าสีเขียว” โดยวิเชียร ไชยบังแล้วกัน เนื่องจากว่าได้รับทราบมาสักพักจากอาจารย์วิเชียรถึงความก้าวหน้าของหนังสือ เป็นระยะ เมื่อวานนี้มีโอกาสพบกันที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา อาจารย์วิเชียรก็เลยมอบให้ 1 เล่ม แถมด้วยข้อความและลายเซ็นต์ตามสไตล์นักเขียนคนดังอีก  เพิ่งอ่านจบเมื่อคืนนี้เองค่ะ ก็เลยขอแซงคิว “ใบไม้แดง” ก่อนนะคะ
“อธิฐานสิจ๊ะ กับนางฟ้าสีเขียว” โดยวิเชียร ไชยบัง จากสำนักพิมพ์โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ 118 หน้าเท่านั้นเองค่ะ เขียนคล้ายๆ กับนิทานสำหรับเด็กเลย แต่คำโปรยหน้าหนังสือบอกว่าเป็น “วรรณกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องรายจากอีกมุมหนึ่งของโรงเรียนนอกกะลา”  เขียนมาแบบนี้ ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ใครจะไปรู้ว่าโรงเรียนนอกกะลาอยู่ที่ไหน และที่สำคัญ ดิฉันคิดว่าถ้าไม่รู้เรื่องโรงเรียนนอกกะลามาก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ อาจจะเข้าถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ยากสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางทีการไม่มีข้อมูลใดๆ มาก่อน อาจจะทำให้ไม่เกิดการคาดหวังและการตัดสิน จึงอาจจะได้เห็นสิ่งอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ หรือแนวคิดใหม่ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็นก็ได้ เหมือนกับที่ในหนังสือบอกไว้ว่า อนาคตคือสิ่งที่เราไม่รู้ มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราไม่รู้เท่านั้นแหละ
อาจารย์วิเชียรบอกว่า เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เป็นการถ่ายทอดวิธีการเรียนการสอนที่ใช้อยู่ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาและ การพัฒนาของเด็กคนหนึ่งภายใต้การเรียนการสอนแบบนั้น จะขอกล่าวถึงคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ วิสัยทัศน์ของโรงเรียนคือ ให้เด็กทุกคนมีความสุข เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (ซึ่งดิฉันไม่เข้าใจว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นอย่างไร) มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม รู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และมีความรักถิ่นฐาน ไม่ดูหมิ่นดูแคลนพื้นเพของตนเอง  ดิฉันแอบเดาเอาเองว่า ท่านผู้ก่อตั้งโรงเรียนต้องการให้โรงเรียนนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะนักการเมืองรุ่นใหม่  ลองคิดดูสิคะ ว่าหากนักการเมืองคนหนึ่งมีคุณสมบัติข้างต้นนี้ ชุมชนนั้นๆ จะเข้มแข็งปานใด การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะไม่มีอีกต่อไป จะมีแต่คนที่พยายามสร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆ ให้กับชุมชนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์ แล้วถ้ามีชุมชนอย่างนี้เยอะๆ สังคมของเราก็จะเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ “เมืองไทยเข้มแข็ง” เพื่อเอาไปสร้างถนนหรือสิ่งอะไรที่มันไม่เข้าท่าสักเท่าไรกันอย่างเป็นบ้า เป็นหลังเหมือนทุกวันนี้
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามีนวัตกรรม เครื่องมือการเรียนการสอนมากมาย เช่น จิตศึกษา การสร้างคลื่นสมองต่ำ การสอนเพื่อการคิดและความเข้าใจ การเรียนการสอนแบบบูรณาการโครงงาน เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดแนวปฏิบัติสำหรับครูผู้สอน เพื่อให้เครื่องมือเหล่านั้นได้ผลยิ่งขึ้น ซึ่งอาจารย์วิเขียรได้กล่าวถึงแนวคิดแนวปฏิบัติเหล่านี้ในหนังสือพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น
- การประเมินเด็กนักเรียนด้วยการสอบหรือการให้คะแนน จะทำให้เด็กเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความสุข แต่เด็กที่เหลือจะไม่มีความสุข อับอาย และไม่มั่นใจ
- หากเด็กทำผิด ครูไม่ควรเป็นผู้บอกว่าเด็กทำผิด แต่ควรใช้วิธีต่างๆ ให้เด็กเป็นผู้คิดได้เองว่าตนเองทำผิดไป และคิดหาวิธีแก้ไขความผิดพลาดนั้นด้วยตนเอง ครูต้องทำด้วยน้ำเสียงที่ไม่ตำหนิและใจเย็น
- เด็กจะจดจำสิ่งต่างๆ ที่ได้ยินจากผู้ใหญ่ และบางครั้งก็จะเชื่อไปตามนั้น ดังนั้นครู พ่อแม่ ผู้ใหญ่ควรจะพูดแต่สิ่งดี พูดด้วยภาษาที่เคารพสุภาพ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กอยู่เสมอ
ประเด็นสำคัญหนึ่งที่หนังสือนำ เสนอคือ การร่วมมือกันระหว่างพ่อแม่และครู ซึ่งเป็นประเด็นที่พูดถึงอยู่ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเลยค่ะ  พ่อแม่ส่วนใหญ่คงไม่ต่างจากพ่อแม่ของเด็กน้อยในหนังสือเล่มนี้ คือต้องการให้ลูกเรียนเก่ง อ่านออกเขียนได้เก่งๆ แต่คิดว่ามันเป็นหน้าที่ของครูและโรงเรียนที่จะทำให้เด็กเรียนเก่ง อ่านออกเขียนได้ ไม่ใช่หน้าที่ของพ่อแม่  พ่อแม่จึงไม่เห็นความสำคัญของการเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของโรงเรียน
แต่สิ่งที่นำเสนอในหนังสือคือ เด็กกลับเกิดความสับสน เวลาที่อยู่โรงเรียน ครูจะพูดจาดีกับเด็กนักเรียนทุกคน ไม่ทำโทษ ชี้ให้เห็นถึงความสวยงามของสิ่งรอบข้าง ปลูกฝังให้เกิดความรักและความเคารพกับผู้คนและสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ  แต่เมื่อเด็กกลับบ้านมาคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่จะให้ข้อมูลตรงกันข้าม เช่น เด็กชายหินอยากเลี้ยงหนู เห็นว่าลูกหนูเป็นสัตว์ที่น่ารัก บอบบาง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ครูปลูกฝังให้เด็กรักสัตว์และเคารพชีวิตอื่น แต่เมื่อเด็กชายหินถามแม่เรื่องลูกหนู แม่กลับบอกว่า หนูเป็นสัตว์สกปรก น่ารังเกียจ ห้ามสัมผัส ห้ามยุ่งเป็นอันขาด เด็กชายหินจึงต้องแอบเลี้ยงลูกหนูโดยที่ไม่ให้แม่รู้  ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมากในหนังสือเล่มนี้ค่ะ ที่แสดงให้เห็นว่า หากพ่อแม่และครูไม่ร่วมมือกันเพื่อที่จะช่วยสอนลูกให้เป็นเด็กดีและมีความ สุขแล้ว เด็กก็จะพัฒนาตนเองไปในทางนั้นได้ยากขึ้น  แต่สิ่งที่เด็กชายหินเผชิญอยู่เมื่ออยู่บ้าน อาจจะเป็นตัวแทนของโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่คนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อหรือความคิดที่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ จนไม่สามารถเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อีก
สิ่งที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทำ อยู่เสมอคือ จัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกระบวนการการเรียนการสอนจริงๆ ผู้ปกครองจะต้องมารับส่งลูกเองทุกวัน ผลัดกันมาเล่าเรื่อง เล่านิทาน พูดคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจ และซึมซับวิธีการเรียนการสอนแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เมื่อกลับบ้านไป ก็รู้วิธีที่จะตอบคำถามลูก พูดกับลูก สอนลูก เด็กๆ ก็จะมีความสุขในวัยเยาว์ได้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
นอกจากนี้ พ่อแม่หลายคนอาจจะติดภาพว่าการเรียนที่โรงเรียนนั้น จะต้องมีครู มีไม้เรียว มีการบ้านเยอะๆ มีหนังสือต้องอ่านเป็นกอง จึงจะทำให้เด็กเรียนเก่ง มีวินัย  แต่สิ่งที่ปรากฎในหนังสือคือ เด็กไม่มีความสุขที่โรงเรียน กลัวครู อยากจะพูดจะอธิบายอะไรแต่ครูไม่ฟัง ครูชอบตี ชอบทำโทษ และทำต่อหน้าเด็กคนอื่นๆ ด้วยสิ  นี่ก็เป็นการย้ำอีกครั้งว่าพ่อแม่เองก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของตน เองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังย้อนกลับไปสอดคล้องกับสิ่งที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเชื่ออยู่เสมอคือ เด็กจะจดจำสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดและทำ ตรงนี้อาจารย์วิเชียรอาจจะพยายามอธิบายเรื่องการเหนี่ยวนำ  คืออาจารย์วิเชียรชื่อว่า สิ่งต่างๆ ที่คนหมู่มากทำจะเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นทำตาม ยิ่งจำนวนคนมากขึ้น พลังการเหนี่ยวนำก็จะยิ่งสูงขึ้นด้วย  ดังนั้น หากครูทำโทษเด็กคนหนึ่งต่อหน้าเด็กคนอื่น หรือตำหนิเด็กอย่างรุนแรงในชั้นเรียน นักเรียนที่เหลือก็จะมีแนวโน้มเชื่อว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กไม่ดี ขี้เกียจ สกปรก ฯลฯ แล้วแต่ตามที่ครูจะว่า  และสิ่งที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเชื่ออีกสิ่งหนึ่งก็คือ หากเด็กคนนั้นได้ยินสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ กัน 21 ครั้ง เขาก็จะเชื่อว่าเขาเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ ทั้งๆ ที่เพื่อนๆ ของเขาเชื่อตามครูไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนในสังคมไทย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่ระบบเท่านั้นนะคะ แต่ต้องเน้นที่ครู และผู้ปกครองเองก็ต้องมีส่วนอย่างเต็มที่จริงๆ  ดิฉันเองเรียนมาทางด้านการศึกษา และเชื่อเช่นนี้ เชื่อว่าเราต้องเปลี่ยนที่คนก่อนที่จะไปเปลี่ยนระบบ ระบบการศึกษาดีแค่ไหน แต่คนใช้ระบบไม่เคยเข้าใจ ไม่มีความสามารถ มันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ  และการเปลี่ยนที่คนแรกเริ่มเลยก็ต้องที่ครูก่อน แล้วก็มาที่ผู้ปกครอง เปลี่ยนจากระดับล่าง แล้วมันจะกระเทือนไปถึงระบบเอง คนที่ดูระบบ (คือพวกที่ออกนโยบาย จัดสรรงบประมาณ ให้ขั้นให้ยศ) จะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เราไม่จำเป็นต้องรอให้พวกคนที่ดูระบบมาช่วยเราหรอก เราต้องช่วยตัวเองนั่นแหละ ขืนรอไปก็คงไม่มีวันเกิด เดี๋ยวย้ายบ้าง งบไม่พอบ้าง ว่ากันไป รอกันจนเด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาเป็นนักการเมืองหัวขี้เลื่อย ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ที่กล่าวมาข้างต้น ดิฉันคิดว่าเป็นเพียงด้านหนึ่งของหนังสือ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการเรียนรู้ถึงสิ่งรอบตัวในสายตของเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ประเด็นนี้ก็สำคัญไม่แพ้กับการพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดพฤติกรรมของครูและ พ่อแม่ข้างต้นเลยนะคะ และเราก็จะเห็นสิ่งเหล่านี้ตลอดทั้งเล่มจริงๆ  เด็กคนหนึ่งมีจินตนาการสูงมาก และมีความสนใจใคร่รู้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่ได้อ่านก็จะต้องรู้สึกว่า “เออ... ตอนเด็กๆ เราก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน”
ยกตัวอย่างจากตอนแรกเลย เด็กชายหินบอกว่า พยายามบอกทุกคนตลอดว่าตัวเองอายุห้าขวบแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งฉลองวันเกิดสี่ขวบไปไม่กี่วัน และที่เขาทำอย่างนั้นเพราะเขาอยากโตไวๆ จะได้ทำอะไรสนุกๆ อย่างที่ผู้ใหญ่ทำ เช่น เดินข้ามทางรถไฟเองคนเดียวได้ ใช้กรรไกรได้ ฯลฯ ลองนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ สิคะ ตอนที่เราอยากขี่จักรยานไปหน้าปากซอยเอง ตอนที่เราอยากเดินไปเล่นทะเลเอง อยากกินข้าวเอง แต่ก็จะต้องมีคนมาบอกเราว่าไม่ให้ทำตลอดเลย และจะให้เหตุผลว่า ยังเด็ก เดี๋ยวมีดบาดบ้างล่ะ เดี๋ยวตกน้ำ เดี๋ยวผีตาโบ๋มาหลอก อะไรอย่างนี้ มันก็ถูกของผู้ใหญ่นะคะ ตอนนี้เราหลายคนก็ทำแบบนั้นเพราะเป็นห่วงเด็กๆ แต่เราก็จำได้ใช่ไหมคะ ว่าตอนที่โดนเบรกนั้น เราเซ็งแค่ไหน ทั้งๆ ที่เราคิดว่าเราใช้กรรไกรเป็นนะ เราขี่จักรยานเองได้  จริงๆ แค่เหตุผลที่ห้ามเด็กไม่ให้ทำอะไรอย่างหนึ่ง เพียงแค่เพราะว่า “ยังเป็นเด็ก ทำไม่ได้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่” มันไม่พอหรอกค่ะ ใช่ไหมคะ
ตอนเราเป็นเด็ก โลกของเรามีแค่บ้านกับโรงเรียน มีพ่อแม่ ครู และเพื่อนที่โรงเรียน  ถ้าเด็กคนหนึ่งไม่สามารถมีความสุขได้ในโลกที่แสนจะเรียบง่ายขนาดนี้แล้ว เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักวิธีหาความสุขที่แท้จริงได้อย่างไรคะ ความสุขที่เป็นความปิติ ความเบิกบาน ไม่ใช่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวที่เกิดขึ้นตอนที่เราดูหนังตลกเพราะเบื่องาน หรือตอนที่เรากินเหล้าจนเมาแล้วออกไปดิ้นกลางฟลอร์เพราะต้องการลืมเรื่องที่ เพิ่งทะเลาะกับแฟน
ตอนจบของหนังสือคือ เด็กชายหินโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ทำงานหลากหลายอาชีพ แต่ถ้าเขาขอพรได้หนึ่งอย่างจากนางฟ้าสีเขียว เขาจะขอกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง  ส่วนดิฉัน คงไม่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกแล้ว เพราะวัยเด็กของดิฉันมีแต่ความน่าเบื่อ โดนครูดุ ครูตี เพื่อนๆ ก็ชอบแกล้ง ชอบว่าว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง กระจอก ตัวดำ แสดงละครทีไรก็เป็นได้แค่นางผีเสื้อสมุทร หรือเงาะป่า แม้ตอนโตขึ้นจะเรียนเก่ง เอนท์ติด จบโทเมืองนอก พูดภาษาอังกฤษปร๋อ มีลูกน้องเป็นฝรั่ง แต่สิ่งที่เพื่อนๆ โรงเรียนเก่าเห็นก็คือ เด็กกระจอกๆ ที่เรียนไม่เก่ง ขี้เกียจ และโดนครูดุอยู่เสมอ  นี่แหละค่ะ อานุภาพของครูประถม แล้วอย่างนี้จะอยากกลับไปเป็นเด็กทำไมล่ะคะ ไปเพื่อเปลี่ยนอดีตงั้นเหรอ เชื่อไหมคะ ว่าดิฉันคิดว่าตัวเองคูณเลขสองหลักไม่เป็นตั้งแต่ป. 3 แน่ะ เพราะว่าเคยเอาการบ้านไปส่งครู ครูเอาไม้เรียวชี้ลงไปในสมุด แล้วถามว่า “นี่อะไร” ดิฉันเลยดึงสมุดกลับมาเพื่อมาแก้ แต่ก็แก้ไม่ได้เพราะมันถูกอยู่แล้ว  แต่ก็คิดว่าตัวเองทำไม่เป็นมาตั้งนาน จนถึงม. 1 น่ะค่ะ ถึงได้รู้ว่าที่เรารู้นั้นมันถูกอยู่แล้ว  ถ้าย้อนได้ ดิฉันขอย้อนกลับไปแค่ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็พอ ตอนที่ดิฉันได้เห็นน้ำตาแห่งความภูมิใจของพ่อแม่ดีกว่าค่ะ
“อธิฐานสิจ๊ะ กับนางฟ้าสีเขียว” อาจดูเหมือนเป็นหนังสือเด็ก แต่จริงๆ เป็นหนังสือที่ครู บุคคลากรทางการศึกษา และพ่อแม่ควรจะอ่านอย่างยิ่ง ดังที่อาจารย์วิเชียรได้เขียนคำอุทิศไว้
เด็กๆ ทุกคนรักพ่อแม่ รักคุณลุงคุณป้า รักคุณครู ครูใหญ่ ครูแม่ครัว ครูภารโรง รักบ้าน รักโรงเรียน รักดอกไม้หน้าบ้าน รักปลาทุกตัวในบ่อหลังบ้าน ขอให้กำลังใจพ่อแม่และคุณครูทุกคนนะคะ