7.03.2010

"การบริหารมนุษย์ให้สุดยอด"




สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ, วชิรพงษ์ สาลีสิงห์, สุธี พนาวร, ภูเบศร์ สมุทรจักร, สุรเชษฏ์ พลวณิช.  การบริหารมนุษย์ให้สุดยอด.  กรุงเทพฯ : สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, 2550.


เคยอ่านเอกสารเผยแพร่ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติมานิดหน่อย ชอบที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการพัฒนาบุคคลากรให้มีความเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ  ยังแอบตัดเก็บบทความเหล่านั้นไว้อยู่เลย รอว่าสักวัน คงได้นำมาใช้กับชีวิตจริงสักที  แต่ก็นะ เรามันก็แค่ขี้ข้า พอได้เริ่มทำงานก็โงหัวไม่ขึ้น รอรับคำสั่งอย่างเดียวจนลืมเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิตไป  ไอ้ที่คิดว่าจะลองทำเพื่อพัฒนาตนเองก็เลยหายไปกับสายลม

ดิฉันเป็นคนที่เชื่อในเรื่องการพัฒนาตนเองอยู่เสมอเป็นอย่างมาก เชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะนำความสงบและความเจริญมาสู่สังคม เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะมีระบบและสาธารณูปโภคดีแค่ไหน แต่ถ้าคนยังอ่อนแอ สิ่งดีๆ เหล่านั้นก็จะไม่มีใครนำไปใช้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้หรอก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด” มันเป็นจริงได้ทั้งนั้น และมันจะสร้างความเสียหายให้แก่สังคมได้มากทีเดียวหากปลาใหญ่เป็นคนโง่ หรือคนฉลาดเป็นคนเลว  ปัญหาในสังคมที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็มาจากความอ่อนแอของคนในสังคมเองนั่นแหละ อ่อนแอทางด้านสติปัญหา อ่อนแอทางด้านทักษะการหาข้อมูลและกลั่นกรองข้อมูล อ่อนแอในการสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองและพวกพ้อง อ่อนแอทางศีลธรรม ฯลฯ

คำถามก็คือ แล้วมันเป็นหน้าที่ใครที่จะทำให้คนในสังคมเข้มแข็งขึ้น บางคนอาจจะตอบว่า เป็นหน้าที่กระทรวงศึกษา ต้องปฏิรูปการศึกษา บางคนบอกว่า สื่อต้องรับผิดชอบมากกว่านี้ บางคนบอกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องอบรมบ่มนิสัยลูกตนเอง ครูและโรงเรียนแค่ให้ความรู้เฉยๆ ก็ว่ากันไป แต่ถ้าถามดิฉัน คำตอบคือ มันเป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าเรามีหน้าที่จะต้องไปช่วยให้คนอื่นดีขึ้นหรอกนะคะ แต่หมายถึงว่าเราทุกคนมีหน้าที่ทำให้ตนเองเป็นคนดี ใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนาสมอง มีคุณธรรม และทักษะอะไรต่อมิอะไร เพื่อค้าหาสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ฟังดูดี แต่ทำจริงคงโคตรยาก แค่ทำให้คนอื่นเห็นด้วยว่าเราไม่ควรหยุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองก็ลมจะใส่แล้ว

สำหรับหนังสือ “การบริหารมนุษย์ให้สุดยอด” เล่มนี้น่าสนใจมาก ดิฉันไม่เคยเรียนมาทางด้าน HR ก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้อ่านมานี้สามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน แต่อ่านแล้ว รู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องที่ basic มากๆ มากจนดิฉันไม่คิดว่าวัตถุประสงค์ของการพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือเพื่อให้ผู้ที่ทำงานในฝ่ายบุคคลหรือผู้ที่ร่ำเรียนมาทางนี้อ่านหรอก  แต่ดิฉันคิดว่ากลุ่มเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือ พวกผู้บริหาร เจ้านายใหญ่ๆ โตๆ ทั้งหลาย  คนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้มีพื้นความรู้ทางด้าน HR เลยก็ได้ แต่พวกเขาต้องทำงานบริหารคนอยู่ตลอดเวลา ต้องเลือกคน คัดสรรงานให้เหมาะกับคน ฯลฯ ดังนั้น ทักษะทางด้าน HR จึงจำเป็นอย่างมาก

หากพูดจากประสบการณ์ส่วนตัว การทำให้คนในองค์กรมีความสุข มีผลประกอบการสูงๆ ไม่ได้เป็นเรื่องของฝ่าย HR อย่างเดียว แต่ตัวเจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เนื้องานมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน อย่างองค์กรที่ดิฉันทำงานอยู่ตอนนี้ HR ดูแค่เรื่องเงินเดือน สวัสดิการ วันหยุดวันลา การเลื่อนขั้น การขอ work permit ฯลฯ แต่ไม่ได้ดูเรื่องจิตใจการทำงาน ไม่ได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เติบโตไปพร้อมกับองค์กร ไม่มีการฝึกฝนเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน แต่ใช้วิธีการโยนลงน้ำเลย ว่ายได้ก็ไม่จม รอดไป ว่ายไม่ไหวก็จม  ส่วนเรื่องการพัฒนาทักษะ ทั้งการทำงานและการดำรงชีวิต  HR ของที่นี่ยกให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าของเจ้าหน้าที่คนนั้น  ดังนั้น หากใครเจอเจ้านายที่ให้คุณค่ากับการเรียนรู้ก็โชคดีไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็อยู่ที่ตัวลูกน้องเองด้วย ว่าจะสามารถพัฒนาตนเองไปได้มากน้อยแค่ไหน บางคนเจ้านายเคี่ยวเข็ญแทบตาย แต่ทัศนคติบ้องตื้น ก็คงไปไหนไม่ได้ไกล

บทความหนึ่งในหนังสือที่ดิฉันชอบมากเป็นพิเศษคือ “วิกฤติ Middle Management” โดยสุธี พนาวร  ที่ชอบเพราะมันโดนใจสุดๆ  คงเป็นเพราะดิฉันอยู่ในกลุ่ม middle management ของที่องค์กรนั่นแหละ ถึงได้เข้าใจปัญหาต่างๆ ที่ผู้เขียนอธิบาย  โดยเฉพาะเรื่องที่ตำแหน่งนี้เป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างฝ่ายต่างๆ  แม้แต่ลูกค้า ก็จะเข้าหาเราก่อนที่จะไปยิงไประดับบริหารเสียอีก  นอกจากนี้ หน้าที่อันสาหัสของคนทำงานระดับกลางแบบนี้คือ การที่เราจะต้องบันดาลทุกสิ่งอย่างที่เจ้านายต้องการให้เป็นจริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่องค์กรหลายแห่ง กลับไม่เห็นความสำคัญของ “กองกลาง” สักเท่าไหร่  อย่างที่ทำงานของดิฉัน จะดูแลพนักงานระดับล่างมาก เพราะเงินเดือนจะน้อยกว่า เลยเห็นอกเห็นใจมากกว่า และจะให้ความสำคัญกับผู้บริหารระดับสูงมาก คือ มีรถให้ใช้ เบิกน้ำมันได้ตลอด มีอภิสิทธิ์เหนือมนุษย์ทั่วไป  ส่วนระดับกลางน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ

ผู้เขียนบอกว่า ข้อเสียของการไม่ให้คุณค่าผู้บริหารระดับกลางคือ ในอนาคต องค์กรนั้นๆ จะเติบโตช้า เพราะได้ “ผู้บริหารสันดานเสมียน” คือเอาแต่ทำๆๆๆๆ ไม่ได้คิดหาอะไรใหม่ๆ เพราะเคยชินกับการทำงานให้สำเร็จมากกว่าการถ่ายโอนงานให้คนอื่น แล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องการสร้างสรรค์ระบบงาน หรือนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับองค์กร สอนงานไม่เป็น พอลูกน้องทำอะไรให้ไม่ถูกใจ (เพราะตัวเองสอนงานไม่รู้เรื่อง) ก็จะเอามาทำเอง สุดท้ายลูกน้องก็งง สับสน เจ้านายก็ทำงานหัวฟูไปเลย  สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงที่ทำงานของดิฉันนะคะ อาจจะไม่เป็นทั้งหมดในองค์กร แต่มีบางส่วนงานที่เป็นเช่นนี้  ดิฉันรู้เลยว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ชีวิตการทำงานคงจะลงเอยที่การเป็นผู้จัดการสันดานเสมียนแน่ๆ เพราะหลายครั้งทิ่ดิฉันเลือกที่จะทำงานนั้นๆ ให้เสร็จเอง แทนที่จะเสียเวลามานั่งอธิบายให้คนอื่นฟังว่าจะให้เขาทำอะไร

ส่วนบทความอื่นๆ ก็มีที่น่าสนใจบ้าง ซ้ำไปซ้ำมาบ้าง อย่างเรื่องการจ้างพนักงานเรื่องเดียว มีอย่างน้อย 3 บทความที่กล่าวถึง แสดงว่าสำคัญมาก หรือไม่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาลงในหนังสือ (มองโลกในแง่ร้ายจัง)  แล้วก็มีข้อมูลขัดแย้งกันเองด้วยนะ เช่น เรื่องการตรวจสอบประวัติการทำงานกับบุคคลอ้างอิง จริงๆ มันเป็นเรื่องสำคัญ คงไม่มีใครเถียง แต่บทความหนึ่งบอกว่า จะได้ข้อมูลจริงๆ คงจะยาก แต่อีกบทความหนึ่งบอกว่า ยังไงก็ต้องทำ แถมยังบอกวิธีถามคำถามบุคคลอ้างอิงด้วย  ดิฉันก็คิดว่ามันสำคัญในระดับหนึ่งนะ อย่างน้อยก็บอกได้ว่า คนๆ นี้ยังพอจะมีคนที่ยินดีจะพูดแต่เรื่องดีๆ ของเขาอยู่ แต่ข้อมูลที่ได้รับน่ะสิ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จะมีบุคคลอ้างอิงกี่คนเชียวทีจะไม่โม้เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ คือ การจ้าง superstar จากองค์กรอื่น  อ่านแล้วตลกดี มันเป็นเรื่องจริงนะ บางคนคิดว่าเราดึงคนเก่งมากๆ มาจากองค์กรอื่นเพื่อมาช่วยเรา องค์กรเราคงเจริญโรจน์โชติช่วง แต่มันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ superstar ไม่ประสบความสำเร็จในองค์กรใหม่ได้ มีบอกสถิติไว้ด้วยว่า superstar หลายคนไม่สามารถประสบความสำเร็จเมื่อย้ายองค์กรใหม่ และใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างความสำเร็จได้ดังเดิม ดิฉันอ่านถึงตรงนี้แล้วหนาวเลย เพราะกำลังจะเปลี่ยนงาน ไม่รู้ว่าไปที่ใหม่แล้วจะรุ่งเหมือนอยู่ที่เก่าไหมนะ แต่อย่าไปคิดมากเลย ดิฉันไม่ใช่ superstar

สรุปง่ายๆ ก็คือว่าหนังสือเล่มนี้ ไม่น่าจะเขียนขึ้นมาสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน HR คนที่ควรจะอ่านคือ คนที่ทำงานฝ่าย HR แต่ไม่ได้จบมาทางนี้ และพวกเจ้านาย ผู้บริหารทั้งหลาย หากปฎิบัติตามคำแนะนำในหนังสือได้ เชื่อว่าคุณจะกลายเป็นผู้บริหารที่ดี เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรัก เคารพ และจะทำงานให้แบบถวายหัวเลย

เราไม่ได้จงใจเปลี่ยนพฤติกรรมลูกน้อง แต่มุ่งไปที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของเราเอง เพื่อให้เป็นคนดีขึ้น ซึ่งดิฉันเชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของเราทุกคนดังกล่าวมาข้างต้น เมื่อเราเป็นคนดี มีจิตใจที่ดี มันจะต้องส่งต่อไปยังตัวลูกน้องได้บ้างล่ะน่า ในหนังสือ เขายังอ้างว่าความหงุดหงิด หรืออารมณ์อันเลวร้ายทั้งหลาย เป็นเชื้อโรคที่ติดต่อกันได้ ดังนั้น ความรู้สึกดีๆจากคนๆ หนึ่ง ก็น่าจะติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ น่าทดลองทำดูนะคะ ไม่มีอะไรต้องเสียนี่นา

5.30.2010

"พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?"





ทรงกลด บางยี่ขัน, จิราภรณ์ วิหวา และ ณัฐชนน มหาอิทธิดล.  พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?.  กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, 2553

คนโลกแคบๆ อย่างดิฉัน ไม่เคยเจอใครมีคำถามที่ว่า “พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่” เลย  แต่นั่นคงไม่ได้หมายความว่า เราเชื่อทุกสิ่งอย่างที่ได้ร่ำเรียนหรือได้ยินได้ฟังมาหรอก เพราะเรามีคำถามอีกมากมาย ซึ่งดิฉันคิดว่าตั้งต้นจากความสงสัยเรื่องบาปเรื่องกรรม โดยเฉพาะจากตัวอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงที่ว่า คนที่ทำแต่ความดีกลับไม่ค่อยได้อะไรตอบแทน แต่คนชั่วกลับรวยเอาๆ ไม่เห็นโดนธรณีสูบอย่างพระเทวทัตเลย  พุทธศาสนาเลยกลายเป็นเรื่องตำนานที่เอาไว้ข่มขู่ให้เรากลัวบาป กลัวผี กลัวว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นเปรตเท่านั้นเอง ใครกลัวก็หมั่นทำความดีไป ใครไม่เชื่อก็ใช้ชีวิตโดยให้กิเลสตัณหาเข้าครอบงำ

แต่หากได้อ่านหนังสือ “พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?” เล่มนี้แล้ว จะรู้ว่าคำตอบของข้อสงสัยเหล่านี้ ไม่มีความสำคัญเลยเมื่อเทียบกับการพยายามศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากบ่วงกิเลสทั้งหลาย

หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้  แสดงให้เห็นถึงอำนาจของคำถามและการตอบคำถามที่ท้าทายระดับปัญญา  เราคงเคยได้ยินครูพูดอยู่บ่อยๆ ว่ามีอะไรให้ถาม ไม่มีคำถามที่ถูกหรือผิด คำถามต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน จะมีสักกี่คนที่กล้าไปถามพระสงฆ์ว่า “พระพุทธเจ้ามีจริงไหมครับ” หรือ “พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์จริงไหมครับ” หรือ “ศาสนาสอนว่าที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ แล้วอย่างนี้เราควรมีความรักไหมคะ” ดิฉันจำได้ว่าเคยถามพระสงฆ์รูปหนึ่งว่า “ที่หนังสือบอกว่า สัตว์นรกจะได้รับส่วนบุญเฉพาะวันพระ จริงหรือเปล่าคะ” เพื่อนดิฉันที่ไปไหว้พระด้วยกันคงจะอายแทน เพราะหลังจากนั้นไม่เคยไปไหว้พระด้วยกันอีกเลย

สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคือ ไม่ว่าคำถามจะมาในรูปแบบใด จะอิงวิทยาศาสตร์แล้วมาเปรียบเทียบกับพุทธศาสนา หรือจะมาจากความใคร่รู้ส่วนตัวในเรื่องที่หลายคนมองว่า “ถ้าไม่เชื่ออย่าลบหลู่” พระสงฆ์ทั้ง 9 รูปผู้ที่มาตอบคำถามนั้น จะตอบไปในแนวทางเดียวกัน คือไม่ตอบ yes หรือ no เลย ไม่มี ถูก หรือ ผิด

แต่คำตอบกลับนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คำถามที่เราต้องกลับมาถามตัวเองก่อนที่จะสร้างปัญญาต่อไป (ถ้าเราพยายามจะเข้าใจจริงๆ แต่ถ้าไม่ก็จบอยู่แค่ที่ว่า “ท่านตอบไม่ตรงคำถามนี่หว่า”) ยกตัวอย่างจากคำถามที่นำมาเป็นชื่อหนังสือเลย “พระพุทธเจ้ามีจริงไหมครับ” พระประสงค์ ปริปุณฺโณ ตอบว่า “เธอเชื่อว่าปู่ของเธอมีจริงไหม แล้วปู่ของปู่ของเธอมีจริงหรือเปล่า แล้วปู่ของปู่ของปู่เธอล่ะ...” แล้วท่านก็ว่าต่อไปถึงเรื่องศาสนาคริสต์เชื่ออย่างนั้น ศาสนาอิสลามว่ากันอย่างนี้ ไปนู่นเลย แต่สำหรับดิฉัน คำตอบคือ เราจะไปยึดติดทำไมว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เรามีหนทางดับทุกข์อยู่ หนทางที่เราจะต้องเห็นสิ่งที่เป็นความจริง นั่นคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีเกิดมีดับ ยอมรับและปล่อยวางให้ได้ ซึ่งก็จะเห็นว่า ไม่มีส่วนใดเลยที่จะต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่พระสงฆ์ผู้ปรีชาทั้ง 9 รูปพูดเหมือนกันคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเชื่อ ท่านสอนให้เราทำ ให้ลองปฎิบัติตามดู แล้วจะเห็นเอง เห็นจริง เห็นแท้ เห็นแจ้งธรรมชาติ

ตอนหนึ่งในหนังสือที่ดิฉันชอบมากเป็นพิเศษคือ ช่วงคำถามเกี่ยวกับวัยรุ่นกับธรรมะ ซึ่งเป็นตอนที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) เป็นผู้ตอบ ท่านบอกว่า ต้องสร้างแรงบันดาลใจ คนจะสนใจพุทธศาสนาได้จะต้องมีครูที่ดี ต้องรู้ว่าธรรมะเป็นสิ่งวิเศษ และยิ่งถ้าได้เห็นกับตัวเองเลยว่าธรรมะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้ คนๆ นั้นจะมีแรงบันดาบใจที่จะศึกษาธรรมะต่อไป  ดิฉันเห็นด้วยที่พระมหาวุฒิชัยบอกว่าการเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนาในเมืองไทยไปไม่ถูกทาง เพราะครูใช้วิชาพุทธศาสนาและการนั่งสมาธิเป็นการลงโทษ เด็กๆ จึงสร้างอคติกับพุทธศาสนาได้ง่าย

ประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงช่วงคำถามเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ในพุทธศานา เช่น การพรมน้ำมนต์ การเจิม ฯลฯ ซึ่งพระศรีญาณโสภณตอบไว้ว่า พิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานศพ งานก่อสร้างโบสถ์สร้างวิหาร ล้วนเป็นกระบวนการที่ดึงคนให้เข้าใกล้ธรรมะมากขึ้น เป็นเพียงเปลือกนอก คนหลายคนเข้าหาพุทธศาสนาก่อนด้วยการทำบุญ เข้าวัดมากขึ้น ถวายของให้พระแล้วเห็นผล ผลคือพระได้ของและเรามีความสุขขึ้น เราจึงเห็นวัดพยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกญาติโยมให้เข้าวัดมากขึ้น เช่น จัดชุดสังฆทานไว้ให้เลย แถมยังมีคนนำสวด หรือบทสวดไว้บริการอีกต่างหาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นคนที่สามารถละกิเลสหรือปล่อยวางเลย  ซึ่งดิฉันคิดว่ามันก็เหมือนกันการสร้างแรงบันดาลใจ คือเริ่มทำให้คนรู้สึก ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสนใจทำความดี ได้เริ่มศึกษา แล้วจึงเริ่มขยายต่อไปยังการปฏิบัติธรรมเพื่อปล่อยวาง ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา

และเพียงแค่สองตัวอย่างที่กล่าวมานี้ก็ทำให้ดิฉันเข้าใจได้แล้วว่า คำถามที่เรามีเป็นเพราะเราไม่เคยเห็นผลของการทำดีหรือทำชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วมีแต่ในละคร เราเข้าหาพิธีกรรมต่างๆ การทำบุญ การบริจาคเพราะเราคิดว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่สบายใจอย่างเดียว แต่ในเมื่อเราทำแทบตาย กลับไม่เห็นว่าส่วนไหนของชีวิตเราดีขึ้น เราก็ต้องเกิดคำถามขึ้นเป็นธรรมดา

และเพียงแค่สองตัวอย่างนี้ก็น่าจะเพียงพอกับการอธิบายได้แล้วว่า ทำไมเราจะต้องไปสนใจด้วยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่มีจริง ตำนานต่างๆ ตั้งแต่พญานาคจำแลงกายเป็นมนุษย์เพราะอยากบวชเป็นพระสงฆ์ ไปจนถึงไฟจะล้างโลกทุกห้าพันปี เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือการจัดงานบุญ การเจิม การพรมน้ำมนต์ ฯลฯ ได้ผลจริงหรือไม่ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นเพียงสิ่งที่พยายามดึงเราให้เข้าหาความจริงอันเป็นแก่นแท้ของธรรมชาติและการดับทุกข์  แม้แต่การบวชเป็นพระสงฆ์ ก็อาจจะเป็นพิธีกรรมและการดำรงชีวิตที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงนิพพานเร็วขึ้น แต่ดังที่พระภาสกร ภูริวฑฺฒโนกล่าวไว้ว่าเราไม่ต้องครองผ้าเหลืองก็เข้าถึงนิพพานได้

นี่หมายความว่าอะไรเล่า สำหรับดิฉัน มันหมายความว่าหนทางแห่งการดับทุกข์นั้นมีอยู่แล้ว พุทธศาสนาได้เสนอหนทางนี้ไว้ให้แล้ว และหนทางที่จะเดินกันไปนี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องหันกลับมาถามว่า “ต้องบูชาพระเครื่องไหม จะได้เข้านิพพานเร็วขึ้น” หรือ “บุญที่เราได้มาอยู่ที่ไหน” อีกต่อไป

สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้คงจั๊กจี้หัวใจไม่เบา ดิฉันคงบอกไม่ได้ว่านี่คือหนังสือพุทธศาสนาหรือไม่ มันไม่ได้มีบทสวดมนตร์แถมท้าย ไม่มีขั้นตอนการกำหนดลมหายใจทำสมาธิ ไม่มีคำนำที่ขออนุโมทนาบุญ หรือมีรายชื่อผู้บริจาคพิมพ์หนังสือ  แต่นี่เป็นหนังสือสำหรับผู้ที่สงสัยในพุทธศาสนา ผู้ที่คิดว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เรื่องงมงาย

ดิฉันแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างจริงใจ เพราะอ่านง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังเทศน์ในบรรยากาศสบายๆ ได้ถามคำถามอะไรก็ได้ที่เราอยากรู้โดยที่ไม่ต้องอายใคร รู้ก่อนที่เราจะไม่เหลือศรัทธาใดๆ ให้กับพุทธศาสนาอีกต่อไป

4.09.2010

"กลรักในเกมลวง"




แซนดร้า บราวน์ (เขียน).  อรทัย พันธพงศ์ และ พิธทพร (แปล).  กลรักในเกมลวง (Exclusive).  กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, 2553.

บ้าบอคอแตกไปใหญ่แล้วชีวิตนี้ งานก็เร่ง เครียดก็เครียด แทนที่จะเอาเวลาอันมีค่ามาเคลียร์งานให้เสร็จ ดันมานอนอ่านนิยายประโลมโลกแบบรวดเดียวจบแปดชั่วโมง ซะงั้น... เลยต้องนอนดึก ตื่นไม่ไหว ไปทำงานสายอีก ซะงั้น  แล้วไอ้นิยาย “กลรักในเกมลวง” มันมีดีตรงไหน ทำไมถึงสามารถทำให้ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง (อย่างดิฉันเนี่ย) เสียสุนัขไปได้ขนาดนั้น  คำตอบจากใจจริงคือ ไม่มีอะไรดีเป็นพิเศษหรอก แต่อยากรู้ตอนจบ เท่านั้นแหละ

นิสัยอย่างหนึ่งหลังจากที่อ่านนิยายจบคือ ชอบคิดว่าหากมีใครนำนิยายเรื่องนั้นมาแปลงเป็นภาพยนตร์ ดาราคนไหนจะรับบทตัวละครในนิยายนั้นบ้าง  หากเป็นนิยายไทย ก็จะคิดออกมาในรูปแบบละครทีวีมากกว่าภาพยนตร์  หรือบางทีดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ก็จะคิดว่าถ้าเป็นของไทย ดาราคนไหนจะมาเล่นบทเหล่านี้ เรื่องที่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเลย คือ The Matrix คิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้ามันเป็นเวอร์ชั่นไทย ใครจะเนียนได้เท่า Keanu Reeves

คราวนี้เช่นกัน ที่ดิฉันใช้เวลาช่วงข่มตาให้หลับคิดว่าดาราฮอลลีวู้ดคนไหนที่เหมาะจะมาเล่น คิดอยู่สองคืนได้ ถึงได้คำตอบในใจเองว่า ถ้านิยาย “กลรักในเกมลวง” เล่มนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ดัดแปลงบทหรือเนื้อหาอะไรมากนัก มันจะกลายเป็นหนังแอ๊กชั่น หรือหนังสืบสวนที่ไม่มีแก่นสารอะไร อย่าง Triple X หรืออาจจะกลายเป็นหนังชวนหัวอย่างเรื่อง Dick เลยด้วยซ้ำ  เพราะตัวเอกในเรื่องเป็นนักข่าวสาวที่เปิ่นแบบ Bridget Jones แต่ต้องมาสืบข่าวอาชญากรรมของคนระดับโลกอย่างประธานาธิบดีสหรัฐ  แล้วถ้าหนังมันออกมาเป็นแบบนี้จริง ดาราชายเจ๋งๆ คนไหนจะยอมมาเล่นให้ดูเป็นตัวตลก  ขอเล่าเรื่องนิดหน่อยแล้วกันค่ะ จะได้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมดิฉันถึงคิดอย่างนั้น

เรื่องมีอยู่ว่า ประธานาธิบดีหนุ่มสุดหล่อและภรรยาแสนสวยเพิ่งเสียลูกชายทารกวัย 3 เดือนด้วยโรคซิดส์หรือโรคไหลตายในเด็ก และคุณนายภรรยาก็สุดจะเศร้า ชีวิตดับวูบ อารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน จนมีอยู่วันหนึ่ง คุณนายเรียกนักข่าวสาวชื่อ แบร์รี่ไปพบ และบอกกับนักข่าวว่า ทารกน้อยของเธอถูกฆาตรกรรม  แบรร์รี่เลยมุ่งมั่นจะสืบเรื่องราวทั้งหมดมาเป็นข่าวให้ได้ เพราะนี่คือโอกาสที่จะสร้างให้ตัวเองเป็นนักข่าวอันดับหนึ่ง  เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ คนหลักๆ ที่จะเข้ามาในวงจรการสืบข่าวครั้งนี้ คือ
-          แบรร์รี่ นักข่าวสาวจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในการทำข่าวมั่วซั่ว เว่อร์ จนกลายเป็นตัวตลกในวงการ
-          เดวิด ท่านประธานาธิบดีหนุ่มสุดหล่อ เท่ห์ ฉลาด ได้เกิดมารวยเพียบพร้อม แต่สู้ชีวิตจนได้ดีเพราะเมียและพ่อตาที่เป็นนักการเมืองอยู่ก่อนแล้ว
-          วาเนซซ่า ภรรยาประธานาธิบดี สตรีหมายเลขหนึ่งสุดสวยแสนหวาน แต่ลับหลังเป็นพวกมีปัญหาทางจิตอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหวง่าย ชอบดื่มเหล้า ต้องพึ่งยากล่อมประสาท
-          คลีต พ่อตาประธานาธิบดี เป็นนักการเมืองมาตลอดชีวิต มีอิทธิพลเยอะมาก เล่ห์เหลี่ยมเพียบ
-          สเปนเซอร์ บอดี้การ์ดลึกลับที่อยู่เคียงข้างประธานาธิบดีเสมอ คอยให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลัง และจัดการเรื่องต่างๆ ที่ประธานาธิบดีไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง
-          บอนดูแรนท์ อดีตบอดี้การ์ดอีกคนของประธานาธิบดี เป็นเพื่อนสนิทของสเปนเซอร์ แต่ตอนหลังผิดใจกัน ด้วยประธานาธิบดีนึกว่าไปเป็นชู้กับวาเนซซ่า และด้วยเรื่องผิดศีลธรรมอื่นๆ ของประธานาธิบดีและสเปนเซอร์ เลยลาออกไปอยู่คนเดียวในป่าในเขา
-          หมอแฟรงค์ ทาสรับใช้ประธานาธิบดี รักษาอาการอารมณ์แปรปรวนของวาเนซซ่าตามคำสั่ง
-          เพื่อนรักรุ่นแก่ของแบร์รี่ เป็นโรคมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย ต้องหายใจด้วยถังอ๊อกซิเจนตลอด เป็นเหมือน mentor ของแบร์รี่

พอเริ่มสืบหาข้อเท็จจริง แบร์รี่พยายามเข้าหาสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่ประธานาธิบดีกันเอาไว้ วาเนซซ่าเอาแต่กินเหล้าและเครียดจนเหมือนคนบ้า ประธานาธิบดีไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทั้งแบร์รี่และพ่อตาก็จุ้นจ้านเหลือเกิน จนสุดท้ายต้องให้หมอแฟรงค์พาไปอยู่ในที่ๆ ไม่มีใครเข้าได้ถึงนอกจากหมอและพยาบาลอีกคนหนึ่ง  แบร์รี่จึงไปหาข้อมูลจากบอนดูแรนท์ จนเลยเถิดเกิดเรื่องใคร่เรื่องสวาท พอยิ่งรู้ข้อมูลมาก แบร์รี่ก็ยิ่งไม่ปลอดภัย หนีไปอยู่กับเพื่อนแก่ที่เป็นโรคมะเร็งปอด บอนดูแรนท์ตามเข้าเมืองมาช่วยสืบด้วยอีกคน เลยกลายเป็นสามเกลอวุ่นวาย สู้กับสเปนเซอร์กันไป วางแผนหลอกคนนั้น แอบนัดกับคนนี้ ส่งสัญญาณให้คนนู้น แต่ละแผนก็เลอะเทอะเหลือเกิน จนไม่อยากคิดว่าคนอย่างบอนดูแรนท์ (ที่ในนิยายบอกว่าฉลาดสุดยอด) จะคิดได้

ระหว่างการล้วงข้อมูล ความลับค่อยๆ เปิดเผยไปทีละเรื่อง เป็นเรื่องความชั่วร้ายของประธานาธิบดีในอดีต เบื้องหลังของสเปนเซอร์ เรื่องแย่ๆ ของพ่อตา เรื่องของหมอ หรือแม้แต่ความลับของวาเนซซ่า ซึ่งมันพัวพันอินุงตุงนังจนไม่รู้จะเล่าอย่างไร  และนี่น่าจะเป็นจุดแข็งจุดเดียวของเรื่อง คือมีความลับมากมายที่ล้วนนำพาให้คนเหล่านี้ต้องมาพัวพันกัน  กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวสุดๆ  แต่ก็อย่างว่า นิยายสืบสวนสอบสวนจะมีอะไรไปมากกว่านี้  (ถ้าไม่นับ Silence of the Lambs นะคะ) ตอนสุดท้าย เจ้าสามเกลอกเอาตัววาเนซซ่าออกมาจากโรงพยาบาลเขตหวงห้ามนั้นได้ เอาไปส่งให้พ่อตา เรื่องทั้งหมดทั้งปวงจึงได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ ผู้ผิดต้องรับกรรม แบร์รี่กลายเป็นนักข่าวใหญ่ ชื่อเสียงขจร บอนดูแรนท์ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ในเมืองเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ กับแบร์รี่ จบ!

จากเนื้อเรื่องเหล่านี้ คุณคิดว่าดาราฮอลลีวู้ดชายคนไหนจะยอมมาเล่นบทบอนดูแรนท์ล่ะ พระเอกสุดเท่ห์ ฉลาด เป็นทหารหาญเก่า แต่ต้องมาคอยดูแลยัยนักข่าวจอมเบ๊อะ ซึ่งยัยคนนี้ก็คอยแต่จะหาเรื่องงี่เง่ามาอยู่เรื่อย (นึกถึง Bridget Jones เข้าไว้) แต่ถ้าอยากปรับให้นิยายนี้กลายเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวน แอ๊กชั่น ดราม่าดีๆ ต้องเปลี่ยนให้ยัยนักข่าวกลายไปเป็นบทรองๆ ไปเน้นความฉลาดและการต่อกรกันระหว่างบอนดูแรนท์กับสเปนเซอร์ ความบ้าของสตรีหมายเลขหนึ่ง และการใช้เล่ห์เหลี่ยมระหว่างประธานาธิบดีและพ่อตา เพราะเหตุการณ์การพัวพันที่ผู้เขียนสร้างขึ้นถือว่าดีอยู่แล้ว (ดีจนต้องอ่านรวดเดียวจบ และทำงานไม่เสร็จตามที่ตั้งใจไว้นั่นแหละ) และถ้าเรื่องออกมาเป็นอย่างนี้ จะมีดาราเจ๋งๆ ยอมมาเล่นเลย

อย่างท่านประธานาธิบดีอาจจะเป็น Brad Pitt (ทั้งๆ ที่ในหัวคิดถึงแต่ Ben Affleck เพราะติดภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดีเบื้องหลังเลวจากเรื่อง State of Play ไปเสียแล้ว) บอนดูแรนท์อาจจะเป็น Christian Bale สเปนเซอร์เป็น Mark  Wahlberg ส่วนสตรีหมายเลขหนึ่ง อยากให้ Reese Witherspoon มาเล่นมาก อยากเห็นเธอแสดงเป็นหญิงสาวไฮคลาสสติแตก เป็นพวกมีสองบุคคลิกมากๆ ที่สำคัญตามบทแล้ว วาเนซซ่าจะต้องเป็นสาวใต้ ซึ่งเหมาะเหลือเกิน  ถ้า Reese ไม่ยอมมาเล่นจริงๆ ขอเป็น Julia Stiles ก็ยังดี  ส่วนตัวละครแบร์รี่ ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็น Rachel McAdams หรือ Kirsten Dunst หรือ Julia Stiles แต่ดาราเหล่านี้ดีเกินไปถ้าจะให้บทนี้เป็นบทรองๆ  เอาเป็นว่าถ้าได้ cast นี้มาเล่นจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้คงมีต้นทุนสูงลิบ เพราะแค่ค่าตัวดาราอย่างเดียวคงกระฉูดแล้ว

ถ้ามีเวลาว่างเยอะก็อ่านกันได้นะคะ ถือว่าเป็นการพักผ่อน แต่ถ้าขี้เกียจอ่าน บอกให้ก็ได้ ว่าสุดท้ายไม่มีใครรู้หรอกว่าใครฆ่าทารกน้อย แต่ประธานาธิบดีเคยมีประวัติฆ่าเด็กทารกมาก่อน และเด็กทารกคนนี้ก็ไม่ใช่ลูกของประธานาธิบดี แต่เป็นลูกของสเปนเซอร์ คนที่วางแผนทั้งหมดคือสตรีหมายเลขหนึ่ง