5.30.2010

"พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?"





ทรงกลด บางยี่ขัน, จิราภรณ์ วิหวา และ ณัฐชนน มหาอิทธิดล.  พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?.  กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, 2553

คนโลกแคบๆ อย่างดิฉัน ไม่เคยเจอใครมีคำถามที่ว่า “พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่” เลย  แต่นั่นคงไม่ได้หมายความว่า เราเชื่อทุกสิ่งอย่างที่ได้ร่ำเรียนหรือได้ยินได้ฟังมาหรอก เพราะเรามีคำถามอีกมากมาย ซึ่งดิฉันคิดว่าตั้งต้นจากความสงสัยเรื่องบาปเรื่องกรรม โดยเฉพาะจากตัวอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงที่ว่า คนที่ทำแต่ความดีกลับไม่ค่อยได้อะไรตอบแทน แต่คนชั่วกลับรวยเอาๆ ไม่เห็นโดนธรณีสูบอย่างพระเทวทัตเลย  พุทธศาสนาเลยกลายเป็นเรื่องตำนานที่เอาไว้ข่มขู่ให้เรากลัวบาป กลัวผี กลัวว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นเปรตเท่านั้นเอง ใครกลัวก็หมั่นทำความดีไป ใครไม่เชื่อก็ใช้ชีวิตโดยให้กิเลสตัณหาเข้าครอบงำ

แต่หากได้อ่านหนังสือ “พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?” เล่มนี้แล้ว จะรู้ว่าคำตอบของข้อสงสัยเหล่านี้ ไม่มีความสำคัญเลยเมื่อเทียบกับการพยายามศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากบ่วงกิเลสทั้งหลาย

หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้  แสดงให้เห็นถึงอำนาจของคำถามและการตอบคำถามที่ท้าทายระดับปัญญา  เราคงเคยได้ยินครูพูดอยู่บ่อยๆ ว่ามีอะไรให้ถาม ไม่มีคำถามที่ถูกหรือผิด คำถามต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน จะมีสักกี่คนที่กล้าไปถามพระสงฆ์ว่า “พระพุทธเจ้ามีจริงไหมครับ” หรือ “พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์จริงไหมครับ” หรือ “ศาสนาสอนว่าที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ แล้วอย่างนี้เราควรมีความรักไหมคะ” ดิฉันจำได้ว่าเคยถามพระสงฆ์รูปหนึ่งว่า “ที่หนังสือบอกว่า สัตว์นรกจะได้รับส่วนบุญเฉพาะวันพระ จริงหรือเปล่าคะ” เพื่อนดิฉันที่ไปไหว้พระด้วยกันคงจะอายแทน เพราะหลังจากนั้นไม่เคยไปไหว้พระด้วยกันอีกเลย

สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคือ ไม่ว่าคำถามจะมาในรูปแบบใด จะอิงวิทยาศาสตร์แล้วมาเปรียบเทียบกับพุทธศาสนา หรือจะมาจากความใคร่รู้ส่วนตัวในเรื่องที่หลายคนมองว่า “ถ้าไม่เชื่ออย่าลบหลู่” พระสงฆ์ทั้ง 9 รูปผู้ที่มาตอบคำถามนั้น จะตอบไปในแนวทางเดียวกัน คือไม่ตอบ yes หรือ no เลย ไม่มี ถูก หรือ ผิด

แต่คำตอบกลับนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คำถามที่เราต้องกลับมาถามตัวเองก่อนที่จะสร้างปัญญาต่อไป (ถ้าเราพยายามจะเข้าใจจริงๆ แต่ถ้าไม่ก็จบอยู่แค่ที่ว่า “ท่านตอบไม่ตรงคำถามนี่หว่า”) ยกตัวอย่างจากคำถามที่นำมาเป็นชื่อหนังสือเลย “พระพุทธเจ้ามีจริงไหมครับ” พระประสงค์ ปริปุณฺโณ ตอบว่า “เธอเชื่อว่าปู่ของเธอมีจริงไหม แล้วปู่ของปู่ของเธอมีจริงหรือเปล่า แล้วปู่ของปู่ของปู่เธอล่ะ...” แล้วท่านก็ว่าต่อไปถึงเรื่องศาสนาคริสต์เชื่ออย่างนั้น ศาสนาอิสลามว่ากันอย่างนี้ ไปนู่นเลย แต่สำหรับดิฉัน คำตอบคือ เราจะไปยึดติดทำไมว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เรามีหนทางดับทุกข์อยู่ หนทางที่เราจะต้องเห็นสิ่งที่เป็นความจริง นั่นคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีเกิดมีดับ ยอมรับและปล่อยวางให้ได้ ซึ่งก็จะเห็นว่า ไม่มีส่วนใดเลยที่จะต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่พระสงฆ์ผู้ปรีชาทั้ง 9 รูปพูดเหมือนกันคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเชื่อ ท่านสอนให้เราทำ ให้ลองปฎิบัติตามดู แล้วจะเห็นเอง เห็นจริง เห็นแท้ เห็นแจ้งธรรมชาติ

ตอนหนึ่งในหนังสือที่ดิฉันชอบมากเป็นพิเศษคือ ช่วงคำถามเกี่ยวกับวัยรุ่นกับธรรมะ ซึ่งเป็นตอนที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) เป็นผู้ตอบ ท่านบอกว่า ต้องสร้างแรงบันดาลใจ คนจะสนใจพุทธศาสนาได้จะต้องมีครูที่ดี ต้องรู้ว่าธรรมะเป็นสิ่งวิเศษ และยิ่งถ้าได้เห็นกับตัวเองเลยว่าธรรมะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้ คนๆ นั้นจะมีแรงบันดาบใจที่จะศึกษาธรรมะต่อไป  ดิฉันเห็นด้วยที่พระมหาวุฒิชัยบอกว่าการเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนาในเมืองไทยไปไม่ถูกทาง เพราะครูใช้วิชาพุทธศาสนาและการนั่งสมาธิเป็นการลงโทษ เด็กๆ จึงสร้างอคติกับพุทธศาสนาได้ง่าย

ประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงช่วงคำถามเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ในพุทธศานา เช่น การพรมน้ำมนต์ การเจิม ฯลฯ ซึ่งพระศรีญาณโสภณตอบไว้ว่า พิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานศพ งานก่อสร้างโบสถ์สร้างวิหาร ล้วนเป็นกระบวนการที่ดึงคนให้เข้าใกล้ธรรมะมากขึ้น เป็นเพียงเปลือกนอก คนหลายคนเข้าหาพุทธศาสนาก่อนด้วยการทำบุญ เข้าวัดมากขึ้น ถวายของให้พระแล้วเห็นผล ผลคือพระได้ของและเรามีความสุขขึ้น เราจึงเห็นวัดพยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกญาติโยมให้เข้าวัดมากขึ้น เช่น จัดชุดสังฆทานไว้ให้เลย แถมยังมีคนนำสวด หรือบทสวดไว้บริการอีกต่างหาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นคนที่สามารถละกิเลสหรือปล่อยวางเลย  ซึ่งดิฉันคิดว่ามันก็เหมือนกันการสร้างแรงบันดาลใจ คือเริ่มทำให้คนรู้สึก ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสนใจทำความดี ได้เริ่มศึกษา แล้วจึงเริ่มขยายต่อไปยังการปฏิบัติธรรมเพื่อปล่อยวาง ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา

และเพียงแค่สองตัวอย่างที่กล่าวมานี้ก็ทำให้ดิฉันเข้าใจได้แล้วว่า คำถามที่เรามีเป็นเพราะเราไม่เคยเห็นผลของการทำดีหรือทำชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วมีแต่ในละคร เราเข้าหาพิธีกรรมต่างๆ การทำบุญ การบริจาคเพราะเราคิดว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่สบายใจอย่างเดียว แต่ในเมื่อเราทำแทบตาย กลับไม่เห็นว่าส่วนไหนของชีวิตเราดีขึ้น เราก็ต้องเกิดคำถามขึ้นเป็นธรรมดา

และเพียงแค่สองตัวอย่างนี้ก็น่าจะเพียงพอกับการอธิบายได้แล้วว่า ทำไมเราจะต้องไปสนใจด้วยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่มีจริง ตำนานต่างๆ ตั้งแต่พญานาคจำแลงกายเป็นมนุษย์เพราะอยากบวชเป็นพระสงฆ์ ไปจนถึงไฟจะล้างโลกทุกห้าพันปี เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือการจัดงานบุญ การเจิม การพรมน้ำมนต์ ฯลฯ ได้ผลจริงหรือไม่ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นเพียงสิ่งที่พยายามดึงเราให้เข้าหาความจริงอันเป็นแก่นแท้ของธรรมชาติและการดับทุกข์  แม้แต่การบวชเป็นพระสงฆ์ ก็อาจจะเป็นพิธีกรรมและการดำรงชีวิตที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงนิพพานเร็วขึ้น แต่ดังที่พระภาสกร ภูริวฑฺฒโนกล่าวไว้ว่าเราไม่ต้องครองผ้าเหลืองก็เข้าถึงนิพพานได้

นี่หมายความว่าอะไรเล่า สำหรับดิฉัน มันหมายความว่าหนทางแห่งการดับทุกข์นั้นมีอยู่แล้ว พุทธศาสนาได้เสนอหนทางนี้ไว้ให้แล้ว และหนทางที่จะเดินกันไปนี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องหันกลับมาถามว่า “ต้องบูชาพระเครื่องไหม จะได้เข้านิพพานเร็วขึ้น” หรือ “บุญที่เราได้มาอยู่ที่ไหน” อีกต่อไป

สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้คงจั๊กจี้หัวใจไม่เบา ดิฉันคงบอกไม่ได้ว่านี่คือหนังสือพุทธศาสนาหรือไม่ มันไม่ได้มีบทสวดมนตร์แถมท้าย ไม่มีขั้นตอนการกำหนดลมหายใจทำสมาธิ ไม่มีคำนำที่ขออนุโมทนาบุญ หรือมีรายชื่อผู้บริจาคพิมพ์หนังสือ  แต่นี่เป็นหนังสือสำหรับผู้ที่สงสัยในพุทธศาสนา ผู้ที่คิดว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เรื่องงมงาย

ดิฉันแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างจริงใจ เพราะอ่านง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังเทศน์ในบรรยากาศสบายๆ ได้ถามคำถามอะไรก็ได้ที่เราอยากรู้โดยที่ไม่ต้องอายใคร รู้ก่อนที่เราจะไม่เหลือศรัทธาใดๆ ให้กับพุทธศาสนาอีกต่อไป

4.09.2010

"กลรักในเกมลวง"




แซนดร้า บราวน์ (เขียน).  อรทัย พันธพงศ์ และ พิธทพร (แปล).  กลรักในเกมลวง (Exclusive).  กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, 2553.

บ้าบอคอแตกไปใหญ่แล้วชีวิตนี้ งานก็เร่ง เครียดก็เครียด แทนที่จะเอาเวลาอันมีค่ามาเคลียร์งานให้เสร็จ ดันมานอนอ่านนิยายประโลมโลกแบบรวดเดียวจบแปดชั่วโมง ซะงั้น... เลยต้องนอนดึก ตื่นไม่ไหว ไปทำงานสายอีก ซะงั้น  แล้วไอ้นิยาย “กลรักในเกมลวง” มันมีดีตรงไหน ทำไมถึงสามารถทำให้ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง (อย่างดิฉันเนี่ย) เสียสุนัขไปได้ขนาดนั้น  คำตอบจากใจจริงคือ ไม่มีอะไรดีเป็นพิเศษหรอก แต่อยากรู้ตอนจบ เท่านั้นแหละ

นิสัยอย่างหนึ่งหลังจากที่อ่านนิยายจบคือ ชอบคิดว่าหากมีใครนำนิยายเรื่องนั้นมาแปลงเป็นภาพยนตร์ ดาราคนไหนจะรับบทตัวละครในนิยายนั้นบ้าง  หากเป็นนิยายไทย ก็จะคิดออกมาในรูปแบบละครทีวีมากกว่าภาพยนตร์  หรือบางทีดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ก็จะคิดว่าถ้าเป็นของไทย ดาราคนไหนจะมาเล่นบทเหล่านี้ เรื่องที่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเลย คือ The Matrix คิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้ามันเป็นเวอร์ชั่นไทย ใครจะเนียนได้เท่า Keanu Reeves

คราวนี้เช่นกัน ที่ดิฉันใช้เวลาช่วงข่มตาให้หลับคิดว่าดาราฮอลลีวู้ดคนไหนที่เหมาะจะมาเล่น คิดอยู่สองคืนได้ ถึงได้คำตอบในใจเองว่า ถ้านิยาย “กลรักในเกมลวง” เล่มนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ดัดแปลงบทหรือเนื้อหาอะไรมากนัก มันจะกลายเป็นหนังแอ๊กชั่น หรือหนังสืบสวนที่ไม่มีแก่นสารอะไร อย่าง Triple X หรืออาจจะกลายเป็นหนังชวนหัวอย่างเรื่อง Dick เลยด้วยซ้ำ  เพราะตัวเอกในเรื่องเป็นนักข่าวสาวที่เปิ่นแบบ Bridget Jones แต่ต้องมาสืบข่าวอาชญากรรมของคนระดับโลกอย่างประธานาธิบดีสหรัฐ  แล้วถ้าหนังมันออกมาเป็นแบบนี้จริง ดาราชายเจ๋งๆ คนไหนจะยอมมาเล่นให้ดูเป็นตัวตลก  ขอเล่าเรื่องนิดหน่อยแล้วกันค่ะ จะได้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมดิฉันถึงคิดอย่างนั้น

เรื่องมีอยู่ว่า ประธานาธิบดีหนุ่มสุดหล่อและภรรยาแสนสวยเพิ่งเสียลูกชายทารกวัย 3 เดือนด้วยโรคซิดส์หรือโรคไหลตายในเด็ก และคุณนายภรรยาก็สุดจะเศร้า ชีวิตดับวูบ อารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน จนมีอยู่วันหนึ่ง คุณนายเรียกนักข่าวสาวชื่อ แบร์รี่ไปพบ และบอกกับนักข่าวว่า ทารกน้อยของเธอถูกฆาตรกรรม  แบรร์รี่เลยมุ่งมั่นจะสืบเรื่องราวทั้งหมดมาเป็นข่าวให้ได้ เพราะนี่คือโอกาสที่จะสร้างให้ตัวเองเป็นนักข่าวอันดับหนึ่ง  เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ คนหลักๆ ที่จะเข้ามาในวงจรการสืบข่าวครั้งนี้ คือ
-          แบรร์รี่ นักข่าวสาวจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในการทำข่าวมั่วซั่ว เว่อร์ จนกลายเป็นตัวตลกในวงการ
-          เดวิด ท่านประธานาธิบดีหนุ่มสุดหล่อ เท่ห์ ฉลาด ได้เกิดมารวยเพียบพร้อม แต่สู้ชีวิตจนได้ดีเพราะเมียและพ่อตาที่เป็นนักการเมืองอยู่ก่อนแล้ว
-          วาเนซซ่า ภรรยาประธานาธิบดี สตรีหมายเลขหนึ่งสุดสวยแสนหวาน แต่ลับหลังเป็นพวกมีปัญหาทางจิตอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหวง่าย ชอบดื่มเหล้า ต้องพึ่งยากล่อมประสาท
-          คลีต พ่อตาประธานาธิบดี เป็นนักการเมืองมาตลอดชีวิต มีอิทธิพลเยอะมาก เล่ห์เหลี่ยมเพียบ
-          สเปนเซอร์ บอดี้การ์ดลึกลับที่อยู่เคียงข้างประธานาธิบดีเสมอ คอยให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลัง และจัดการเรื่องต่างๆ ที่ประธานาธิบดีไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง
-          บอนดูแรนท์ อดีตบอดี้การ์ดอีกคนของประธานาธิบดี เป็นเพื่อนสนิทของสเปนเซอร์ แต่ตอนหลังผิดใจกัน ด้วยประธานาธิบดีนึกว่าไปเป็นชู้กับวาเนซซ่า และด้วยเรื่องผิดศีลธรรมอื่นๆ ของประธานาธิบดีและสเปนเซอร์ เลยลาออกไปอยู่คนเดียวในป่าในเขา
-          หมอแฟรงค์ ทาสรับใช้ประธานาธิบดี รักษาอาการอารมณ์แปรปรวนของวาเนซซ่าตามคำสั่ง
-          เพื่อนรักรุ่นแก่ของแบร์รี่ เป็นโรคมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย ต้องหายใจด้วยถังอ๊อกซิเจนตลอด เป็นเหมือน mentor ของแบร์รี่

พอเริ่มสืบหาข้อเท็จจริง แบร์รี่พยายามเข้าหาสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่ประธานาธิบดีกันเอาไว้ วาเนซซ่าเอาแต่กินเหล้าและเครียดจนเหมือนคนบ้า ประธานาธิบดีไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทั้งแบร์รี่และพ่อตาก็จุ้นจ้านเหลือเกิน จนสุดท้ายต้องให้หมอแฟรงค์พาไปอยู่ในที่ๆ ไม่มีใครเข้าได้ถึงนอกจากหมอและพยาบาลอีกคนหนึ่ง  แบร์รี่จึงไปหาข้อมูลจากบอนดูแรนท์ จนเลยเถิดเกิดเรื่องใคร่เรื่องสวาท พอยิ่งรู้ข้อมูลมาก แบร์รี่ก็ยิ่งไม่ปลอดภัย หนีไปอยู่กับเพื่อนแก่ที่เป็นโรคมะเร็งปอด บอนดูแรนท์ตามเข้าเมืองมาช่วยสืบด้วยอีกคน เลยกลายเป็นสามเกลอวุ่นวาย สู้กับสเปนเซอร์กันไป วางแผนหลอกคนนั้น แอบนัดกับคนนี้ ส่งสัญญาณให้คนนู้น แต่ละแผนก็เลอะเทอะเหลือเกิน จนไม่อยากคิดว่าคนอย่างบอนดูแรนท์ (ที่ในนิยายบอกว่าฉลาดสุดยอด) จะคิดได้

ระหว่างการล้วงข้อมูล ความลับค่อยๆ เปิดเผยไปทีละเรื่อง เป็นเรื่องความชั่วร้ายของประธานาธิบดีในอดีต เบื้องหลังของสเปนเซอร์ เรื่องแย่ๆ ของพ่อตา เรื่องของหมอ หรือแม้แต่ความลับของวาเนซซ่า ซึ่งมันพัวพันอินุงตุงนังจนไม่รู้จะเล่าอย่างไร  และนี่น่าจะเป็นจุดแข็งจุดเดียวของเรื่อง คือมีความลับมากมายที่ล้วนนำพาให้คนเหล่านี้ต้องมาพัวพันกัน  กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวสุดๆ  แต่ก็อย่างว่า นิยายสืบสวนสอบสวนจะมีอะไรไปมากกว่านี้  (ถ้าไม่นับ Silence of the Lambs นะคะ) ตอนสุดท้าย เจ้าสามเกลอกเอาตัววาเนซซ่าออกมาจากโรงพยาบาลเขตหวงห้ามนั้นได้ เอาไปส่งให้พ่อตา เรื่องทั้งหมดทั้งปวงจึงได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ ผู้ผิดต้องรับกรรม แบร์รี่กลายเป็นนักข่าวใหญ่ ชื่อเสียงขจร บอนดูแรนท์ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ในเมืองเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ กับแบร์รี่ จบ!

จากเนื้อเรื่องเหล่านี้ คุณคิดว่าดาราฮอลลีวู้ดชายคนไหนจะยอมมาเล่นบทบอนดูแรนท์ล่ะ พระเอกสุดเท่ห์ ฉลาด เป็นทหารหาญเก่า แต่ต้องมาคอยดูแลยัยนักข่าวจอมเบ๊อะ ซึ่งยัยคนนี้ก็คอยแต่จะหาเรื่องงี่เง่ามาอยู่เรื่อย (นึกถึง Bridget Jones เข้าไว้) แต่ถ้าอยากปรับให้นิยายนี้กลายเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวน แอ๊กชั่น ดราม่าดีๆ ต้องเปลี่ยนให้ยัยนักข่าวกลายไปเป็นบทรองๆ ไปเน้นความฉลาดและการต่อกรกันระหว่างบอนดูแรนท์กับสเปนเซอร์ ความบ้าของสตรีหมายเลขหนึ่ง และการใช้เล่ห์เหลี่ยมระหว่างประธานาธิบดีและพ่อตา เพราะเหตุการณ์การพัวพันที่ผู้เขียนสร้างขึ้นถือว่าดีอยู่แล้ว (ดีจนต้องอ่านรวดเดียวจบ และทำงานไม่เสร็จตามที่ตั้งใจไว้นั่นแหละ) และถ้าเรื่องออกมาเป็นอย่างนี้ จะมีดาราเจ๋งๆ ยอมมาเล่นเลย

อย่างท่านประธานาธิบดีอาจจะเป็น Brad Pitt (ทั้งๆ ที่ในหัวคิดถึงแต่ Ben Affleck เพราะติดภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดีเบื้องหลังเลวจากเรื่อง State of Play ไปเสียแล้ว) บอนดูแรนท์อาจจะเป็น Christian Bale สเปนเซอร์เป็น Mark  Wahlberg ส่วนสตรีหมายเลขหนึ่ง อยากให้ Reese Witherspoon มาเล่นมาก อยากเห็นเธอแสดงเป็นหญิงสาวไฮคลาสสติแตก เป็นพวกมีสองบุคคลิกมากๆ ที่สำคัญตามบทแล้ว วาเนซซ่าจะต้องเป็นสาวใต้ ซึ่งเหมาะเหลือเกิน  ถ้า Reese ไม่ยอมมาเล่นจริงๆ ขอเป็น Julia Stiles ก็ยังดี  ส่วนตัวละครแบร์รี่ ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็น Rachel McAdams หรือ Kirsten Dunst หรือ Julia Stiles แต่ดาราเหล่านี้ดีเกินไปถ้าจะให้บทนี้เป็นบทรองๆ  เอาเป็นว่าถ้าได้ cast นี้มาเล่นจริงๆ นะ หนังเรื่องนี้คงมีต้นทุนสูงลิบ เพราะแค่ค่าตัวดาราอย่างเดียวคงกระฉูดแล้ว

ถ้ามีเวลาว่างเยอะก็อ่านกันได้นะคะ ถือว่าเป็นการพักผ่อน แต่ถ้าขี้เกียจอ่าน บอกให้ก็ได้ ว่าสุดท้ายไม่มีใครรู้หรอกว่าใครฆ่าทารกน้อย แต่ประธานาธิบดีเคยมีประวัติฆ่าเด็กทารกมาก่อน และเด็กทารกคนนี้ก็ไม่ใช่ลูกของประธานาธิบดี แต่เป็นลูกของสเปนเซอร์ คนที่วางแผนทั้งหมดคือสตรีหมายเลขหนึ่ง

3.27.2010

"นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา"



ก้อง คาร์ ไว.  นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา.  กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, 2548.


เปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านหนังสือเบาๆ บ้างดีกว่า หลังจากที่บ้าบอคอแตกอ่านแต่หนังสือพัฒนาทักษะการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาหลายเล่มอยู่  จริงๆ อยากอ่านนิยายมากกว่า แต่ไม่มีในสต๊อก นึกว่า “นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา” เป็นนิยาย และถ้าเป็นนิยายของทรงกลด บางยี่ขัน อาจจะออกแนวๆ และต้องมีเสียน้ำตาแน่นอน แต่ที่ไหนได้ มันเป็นการรวบรวมความเรียงที่เขาเขียนโดยใช้นามปากกา ก้อง คาร์ ไว ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เป็นรายสัปดาห์

ตอนที่เริ่มอ่านตรงคำนำ ไปจนถึงหน้าแรกๆ ยังรู้สึกเลยว่า “จะอ่านเล่มนี้จริงๆ เหรอวะ จะอ่านรู้เรื่องเหรอ อยากอ่านนิยายประโลมโลกมากกว่า” แต่สุดท้ายก็กัดฟันอ่านจนจบเรื่องที่หนึ่ง ต่อไปจนเรื่องที่สอง สาม สี่ ... สุดท้ายก็วางไม่ลง ชอบมากขนาดที่ว่าเอาใส่ไว้ในเสื้อตลอดเวลาได้เลย

ดิฉันยังจำคนที่ยุให้ซื้อหนังสือเล่มนี้ตอนงานมหกรรมหนังสือเมื่อปีที่แล้วได้เลย คงเป็นคนที่ทำงานในสำนักพิมพ์อะบุ๊ก พี่แกเป็นพวกติ๊สๆ แนวๆ ตอนยุให้เราซื้อ พูดกับเราแบบไม่มองหน้าด้วย แบบหยิ่งๆ เหมือนกับว่า “ขนาดคนเท่ห์ๆ อย่างข้ายังบอกว่าสนุก ถ้าเอ็งอยากเท่ห์ก็ต้องอ่านเล่มนี้แหละ”  แต่ที่ซื้อนี่ไม่ได้อยากเท่ห์แบบพี่แกนะ เรามีสไตล์ของเราอยู่แล้ว แต่จำไม่ได้เหมือนกันว่าซื้อมาทำไม

อ่านคำโปรยบนปกหนังสือ “รวมงานเขียนโรแมนติกที่สุดของทรงกลด บางยี่ขัน... รวมความเรียงหวานแบบเหงาๆ เศร้าแบบอุ่นๆ ระลอกแรก” แล้วแอบขนลุกนิดๆ คิดไปก่อนเลยว่าต้องเป็นงานแบบโคตรคูลตามแบบหนุ่มขบถรุ่นใหม่ที่ช่างคิด ช่างสังเกต ช่างถาม และช่างประชดประชันแหงๆ  แต่ที่ไหนได้ ดันเป็นเรื่องกุ๊กกิ๊กในใจของผู้ชายคนหนึ่ง  ไม่เห็นด้วยเลยที่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องเศร้า เหงา น่าจะเปลี่ยนเป็น “รวมความเรียงหวานๆ แบบหนุ่มโสด สดชื่นแบบอบอุ่น ระลอกแลก”  แต่เห็นด้วยที่โรแมนติก

แต่ละคนคงมีนิยาม “โรแมนติก” ต่างกัน สำหรับดิฉัน ความโรแมนติกคือ การที่เราทำให้ช่วงเวลาหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ เป็นความประทับใจ เป็นความสุขตลอดไป  ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาของเฉพาะคู่รักเท่านั้น แต่ทุกช่วงเวลาแห่งชีวิต กับเพื่อน กับพ่อแม่ พี่น้อง สัตว์เลี้ยง แม้แต่เวลาที่เราอยู่คนเดียว เราก็สามารถโรแมนติกได้ มันไม่ใช่ความช่างฝัน แต่มันเป็นความช่างคิดที่จะทำให้ช่วงเวลานั้นมีแต่ความสุข เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจแก่ตนเองและคนรอบข้าง

ความเรียงของก้อง คาร์ ไว คือตัวอย่างของความโรแมนติก แม้แต่น้ำฝนหยดเดียวก็ยังทำให้คิดถึงความสุข ความทรงจำที่ดีในเยาว์วัยได้ แถมยังเป็นความสุขที่เมื่อได้บอกเล่าแล้ว ยังทำให้คนอื่นมีความสุขได้อีก  หรือแม้แต่แค่อยากจะลองส่งโทรเลขดูสักครั้งในชีวิต คนที่ไม่โรแมนติก คงไม่สามารถมานั่งเล่าเรื่องได้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้หรอก

พอเขียนมาถึงตรงนี้ ดิฉันว่าอาจจะแบ่งคนได้เป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ คนที่ไม่มีความโรแมนติกเลย คือเห็นอะไรก็ไม่เคยเกิดความประทับใจ ไม่สามารถสร้างความสุข ความอิ่มเอม หรือสร้างแรงบันดาลใจใดๆ แก่ตนเองหรือคนรอบข้างได้เลย  ถ้าได้พูดคุยสนทนากับคนพวกนี้ คงไม่ได้อะไรที่มีคุณค่า ดีไม่ดีอาจจะได้ความมองโลกในแง่ร้ายเพิ่มมาอีก  กลุ่มคนที่สองคือ คนที่มีความโรแมนติก แต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้  จะโรแมนติกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าตอนนั้นอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียอยู่  แต่ก็ยังสามารถรู้สึกถึงความสุข ความประทับใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้  ส่วนคนกลุ่มสุดท้าย ก็คือคนอย่างก้อง คาร์ ไวนี่แหละ คือคนที่มีความโรแมนติก และยังสามารถถ่ายทอดความสุข ความประทับใจให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย

คุณคิดว่าในสังคมเราจะมีคนแต่ละกลุ่มร้อยละเท่าไร น่ามีทีมวิจัยลองสำรวจเรื่องพวกนี้ดูนะคะ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีคนกลุ่มที่สองเยอะมากที่สุด เพราะดูแล้วคือน่าจะเป็นคนธรรมดา มีสุขบ้างเศร้าบ้าง ปะปนกันไป เล่าบ้างไม่เล่าบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ถ้าเลือกที่จะเล่า ก็เล่ารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง คนฟังๆ แล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจ  แต่ถ้าเป็นคนประเภทที่สาม ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความประทับใจทั้งหลายแหล่ได้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว สัมผัสได้ รับรู้ได้ หล่อหลอมเข้าไปในจิตใจตนเองได้ น่าจะมีไม่เยอะเท่าไหร่ อาจจะน้อยกว่าคนกลุ่มที่หนึ่งด้วยซ้ำ

แต่ดิฉันคิดว่ามีคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนะคะ คือเรื่องศิลปการสื่อสาร การพูด การเขียน มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง มีหนังสือแบบฝึกหัดเป็นร้อยเป็นล้านอย่างนี้หรอก  ดิฉันเชื่อว่ามันเป็นทั้งเรื่องพรสวรรค์และพรแสวง ต้องฝึกฝนด้วย คนบางคนอาจจะเคยพูดเรื่องเดียวอยู่เป็นปี กว่าจะเข้าที่ ฟังแล้วเป็นเรื่องเป็นราว  หรืออย่างก้อง คาร์ ไวนี้ ดิฉันสันนิษฐานเอาเองว่า เขาก็ต้องฝึกฝนการเขียนมาบ้าง อาจจะอาศัยการอ่านเยอะๆ ฟังเยอะๆ หรือเขียนเยอะๆ ถึงจะมีวันนี้ได้

คำถามก็คือว่า แล้วคนที่สื่อสารเก่ง พูดเมื่อไรคนเคลิ้มเมื่อนั้น จำเป็นต้องเป็นคนโรแมนติกด้วยหรือเปล่า พระสงฆ์ที่เทศน์จนมีลูกศิษย์ตามไปฟังทุกหนทุกแห่ง ถือว่าท่านโรแมนติกไหม  อาจจะไม่จำเป็น แต่ดิฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การที่เราสามารถทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา หรือได้รับแรงบันดาลใจอย่างใดอย่างหนึ่งหลังจากได้รับฟังหรือได้อ่านสิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกไป สิ่งแรก ซึ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราสื่อสารอย่างหมดหัวใจ ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะไม่สามารถสัมผัสถึงความจริงใจที่ออกมาทางแววตา น้ำเสียง รอยยิ้ม น้ำตา ฯลฯ เราได้ คงมีแต่ดาราระดับออสการ์ละมั้งที่น่าจะทำได้ แต่พวกเขาต้องฝึกฝนผ่านร้อนผ่านหนาวกันมากี่ปี

ดิฉันจัดทรงกลด บางยี่ขันอยู่ในกลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่ ในกลุ่มเดียวกับ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ทรงศีล ทิวสมบุญ วรพจน์ พันธ์พงศ์ ฯลฯ ที่พยายามจะลบภาพเดิมๆ ของการวิธีการเขียนหนังสือของเมืองไทย ซึ่งรวมไปถึงเนื้อเรื่องที่นำมาเขียน ประเด็นต่างๆ การค้นคว้าข้อมูล และการแสดงข้อมูลในวิธีการใหม่ๆ ปรากฏว่า นักเขียนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากค่ายเดียวกัน  (ว้ายยย ดิฉันเชยตลอดเลยเนอะ)

แต่พูดจริงๆ เลยนะ บางทีดิฉันไม่ค่อยกล้าอ่านผลงานการเขียนของบุคคลเหล่านี้หรอก พวกเขาเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ผลงานของพวกเขาใครๆ ก็อยากอ่านอยากชื่นชม  เป็นปรากฏการณ์เหมือนที่วินทร์ เลียววาริณเคยสร้างไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน  ถึงแม้ผลงานของพวกเขาจะออกมาเพื่อปลดแอกการเขียน การใช้ภาษา และการรับรู้ข้อมูลของชีวิตรอบๆ ตัวให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ดิฉันกลับกลัวที่จะต้องตกเป็นทาสทางความคิดของพวกเขา เหมือนกับคนหลายๆ คนที่แห่กันอ่านผลงานเหล่านี้  ดิฉันกลัวที่จะถูกกลืนกินไปกับวัฒนธรรมใหม่ที่กลายเป็น mainstream ไปแล้วนั้น จนไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง เหมือนกับที่ดิฉันปฏิเสธที่จะอ่าน Harry Potter เพราะไม่ต้องการที่จะเป็นผลพวงของวัฒนธรรม commercial pop culture ข้ามชาตินี้