3.27.2010

"นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา"



ก้อง คาร์ ไว.  นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา.  กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, 2548.


เปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านหนังสือเบาๆ บ้างดีกว่า หลังจากที่บ้าบอคอแตกอ่านแต่หนังสือพัฒนาทักษะการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาหลายเล่มอยู่  จริงๆ อยากอ่านนิยายมากกว่า แต่ไม่มีในสต๊อก นึกว่า “นายเท้าซ้ายเด็กชายเท้าขวา” เป็นนิยาย และถ้าเป็นนิยายของทรงกลด บางยี่ขัน อาจจะออกแนวๆ และต้องมีเสียน้ำตาแน่นอน แต่ที่ไหนได้ มันเป็นการรวบรวมความเรียงที่เขาเขียนโดยใช้นามปากกา ก้อง คาร์ ไว ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เป็นรายสัปดาห์

ตอนที่เริ่มอ่านตรงคำนำ ไปจนถึงหน้าแรกๆ ยังรู้สึกเลยว่า “จะอ่านเล่มนี้จริงๆ เหรอวะ จะอ่านรู้เรื่องเหรอ อยากอ่านนิยายประโลมโลกมากกว่า” แต่สุดท้ายก็กัดฟันอ่านจนจบเรื่องที่หนึ่ง ต่อไปจนเรื่องที่สอง สาม สี่ ... สุดท้ายก็วางไม่ลง ชอบมากขนาดที่ว่าเอาใส่ไว้ในเสื้อตลอดเวลาได้เลย

ดิฉันยังจำคนที่ยุให้ซื้อหนังสือเล่มนี้ตอนงานมหกรรมหนังสือเมื่อปีที่แล้วได้เลย คงเป็นคนที่ทำงานในสำนักพิมพ์อะบุ๊ก พี่แกเป็นพวกติ๊สๆ แนวๆ ตอนยุให้เราซื้อ พูดกับเราแบบไม่มองหน้าด้วย แบบหยิ่งๆ เหมือนกับว่า “ขนาดคนเท่ห์ๆ อย่างข้ายังบอกว่าสนุก ถ้าเอ็งอยากเท่ห์ก็ต้องอ่านเล่มนี้แหละ”  แต่ที่ซื้อนี่ไม่ได้อยากเท่ห์แบบพี่แกนะ เรามีสไตล์ของเราอยู่แล้ว แต่จำไม่ได้เหมือนกันว่าซื้อมาทำไม

อ่านคำโปรยบนปกหนังสือ “รวมงานเขียนโรแมนติกที่สุดของทรงกลด บางยี่ขัน... รวมความเรียงหวานแบบเหงาๆ เศร้าแบบอุ่นๆ ระลอกแรก” แล้วแอบขนลุกนิดๆ คิดไปก่อนเลยว่าต้องเป็นงานแบบโคตรคูลตามแบบหนุ่มขบถรุ่นใหม่ที่ช่างคิด ช่างสังเกต ช่างถาม และช่างประชดประชันแหงๆ  แต่ที่ไหนได้ ดันเป็นเรื่องกุ๊กกิ๊กในใจของผู้ชายคนหนึ่ง  ไม่เห็นด้วยเลยที่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องเศร้า เหงา น่าจะเปลี่ยนเป็น “รวมความเรียงหวานๆ แบบหนุ่มโสด สดชื่นแบบอบอุ่น ระลอกแลก”  แต่เห็นด้วยที่โรแมนติก

แต่ละคนคงมีนิยาม “โรแมนติก” ต่างกัน สำหรับดิฉัน ความโรแมนติกคือ การที่เราทำให้ช่วงเวลาหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ เป็นความประทับใจ เป็นความสุขตลอดไป  ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาของเฉพาะคู่รักเท่านั้น แต่ทุกช่วงเวลาแห่งชีวิต กับเพื่อน กับพ่อแม่ พี่น้อง สัตว์เลี้ยง แม้แต่เวลาที่เราอยู่คนเดียว เราก็สามารถโรแมนติกได้ มันไม่ใช่ความช่างฝัน แต่มันเป็นความช่างคิดที่จะทำให้ช่วงเวลานั้นมีแต่ความสุข เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจแก่ตนเองและคนรอบข้าง

ความเรียงของก้อง คาร์ ไว คือตัวอย่างของความโรแมนติก แม้แต่น้ำฝนหยดเดียวก็ยังทำให้คิดถึงความสุข ความทรงจำที่ดีในเยาว์วัยได้ แถมยังเป็นความสุขที่เมื่อได้บอกเล่าแล้ว ยังทำให้คนอื่นมีความสุขได้อีก  หรือแม้แต่แค่อยากจะลองส่งโทรเลขดูสักครั้งในชีวิต คนที่ไม่โรแมนติก คงไม่สามารถมานั่งเล่าเรื่องได้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้หรอก

พอเขียนมาถึงตรงนี้ ดิฉันว่าอาจจะแบ่งคนได้เป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ คนที่ไม่มีความโรแมนติกเลย คือเห็นอะไรก็ไม่เคยเกิดความประทับใจ ไม่สามารถสร้างความสุข ความอิ่มเอม หรือสร้างแรงบันดาลใจใดๆ แก่ตนเองหรือคนรอบข้างได้เลย  ถ้าได้พูดคุยสนทนากับคนพวกนี้ คงไม่ได้อะไรที่มีคุณค่า ดีไม่ดีอาจจะได้ความมองโลกในแง่ร้ายเพิ่มมาอีก  กลุ่มคนที่สองคือ คนที่มีความโรแมนติก แต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้  จะโรแมนติกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าตอนนั้นอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียอยู่  แต่ก็ยังสามารถรู้สึกถึงความสุข ความประทับใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้  ส่วนคนกลุ่มสุดท้าย ก็คือคนอย่างก้อง คาร์ ไวนี่แหละ คือคนที่มีความโรแมนติก และยังสามารถถ่ายทอดความสุข ความประทับใจให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย

คุณคิดว่าในสังคมเราจะมีคนแต่ละกลุ่มร้อยละเท่าไร น่ามีทีมวิจัยลองสำรวจเรื่องพวกนี้ดูนะคะ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีคนกลุ่มที่สองเยอะมากที่สุด เพราะดูแล้วคือน่าจะเป็นคนธรรมดา มีสุขบ้างเศร้าบ้าง ปะปนกันไป เล่าบ้างไม่เล่าบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ถ้าเลือกที่จะเล่า ก็เล่ารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง คนฟังๆ แล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจ  แต่ถ้าเป็นคนประเภทที่สาม ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความประทับใจทั้งหลายแหล่ได้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว สัมผัสได้ รับรู้ได้ หล่อหลอมเข้าไปในจิตใจตนเองได้ น่าจะมีไม่เยอะเท่าไหร่ อาจจะน้อยกว่าคนกลุ่มที่หนึ่งด้วยซ้ำ

แต่ดิฉันคิดว่ามีคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนะคะ คือเรื่องศิลปการสื่อสาร การพูด การเขียน มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง มีหนังสือแบบฝึกหัดเป็นร้อยเป็นล้านอย่างนี้หรอก  ดิฉันเชื่อว่ามันเป็นทั้งเรื่องพรสวรรค์และพรแสวง ต้องฝึกฝนด้วย คนบางคนอาจจะเคยพูดเรื่องเดียวอยู่เป็นปี กว่าจะเข้าที่ ฟังแล้วเป็นเรื่องเป็นราว  หรืออย่างก้อง คาร์ ไวนี้ ดิฉันสันนิษฐานเอาเองว่า เขาก็ต้องฝึกฝนการเขียนมาบ้าง อาจจะอาศัยการอ่านเยอะๆ ฟังเยอะๆ หรือเขียนเยอะๆ ถึงจะมีวันนี้ได้

คำถามก็คือว่า แล้วคนที่สื่อสารเก่ง พูดเมื่อไรคนเคลิ้มเมื่อนั้น จำเป็นต้องเป็นคนโรแมนติกด้วยหรือเปล่า พระสงฆ์ที่เทศน์จนมีลูกศิษย์ตามไปฟังทุกหนทุกแห่ง ถือว่าท่านโรแมนติกไหม  อาจจะไม่จำเป็น แต่ดิฉันเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การที่เราสามารถทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา หรือได้รับแรงบันดาลใจอย่างใดอย่างหนึ่งหลังจากได้รับฟังหรือได้อ่านสิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกไป สิ่งแรก ซึ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราสื่อสารอย่างหมดหัวใจ ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะไม่สามารถสัมผัสถึงความจริงใจที่ออกมาทางแววตา น้ำเสียง รอยยิ้ม น้ำตา ฯลฯ เราได้ คงมีแต่ดาราระดับออสการ์ละมั้งที่น่าจะทำได้ แต่พวกเขาต้องฝึกฝนผ่านร้อนผ่านหนาวกันมากี่ปี

ดิฉันจัดทรงกลด บางยี่ขันอยู่ในกลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่ ในกลุ่มเดียวกับ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ทรงศีล ทิวสมบุญ วรพจน์ พันธ์พงศ์ ฯลฯ ที่พยายามจะลบภาพเดิมๆ ของการวิธีการเขียนหนังสือของเมืองไทย ซึ่งรวมไปถึงเนื้อเรื่องที่นำมาเขียน ประเด็นต่างๆ การค้นคว้าข้อมูล และการแสดงข้อมูลในวิธีการใหม่ๆ ปรากฏว่า นักเขียนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากค่ายเดียวกัน  (ว้ายยย ดิฉันเชยตลอดเลยเนอะ)

แต่พูดจริงๆ เลยนะ บางทีดิฉันไม่ค่อยกล้าอ่านผลงานการเขียนของบุคคลเหล่านี้หรอก พวกเขาเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ผลงานของพวกเขาใครๆ ก็อยากอ่านอยากชื่นชม  เป็นปรากฏการณ์เหมือนที่วินทร์ เลียววาริณเคยสร้างไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน  ถึงแม้ผลงานของพวกเขาจะออกมาเพื่อปลดแอกการเขียน การใช้ภาษา และการรับรู้ข้อมูลของชีวิตรอบๆ ตัวให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ดิฉันกลับกลัวที่จะต้องตกเป็นทาสทางความคิดของพวกเขา เหมือนกับคนหลายๆ คนที่แห่กันอ่านผลงานเหล่านี้  ดิฉันกลัวที่จะถูกกลืนกินไปกับวัฒนธรรมใหม่ที่กลายเป็น mainstream ไปแล้วนั้น จนไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง เหมือนกับที่ดิฉันปฏิเสธที่จะอ่าน Harry Potter เพราะไม่ต้องการที่จะเป็นผลพวงของวัฒนธรรม commercial pop culture ข้ามชาตินี้

3.07.2010

"ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง"



 

ทันตแพทย์สม สุจีรา.  ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2552.



ทั้งๆ ที่ผู้เขียนท่านนี้มี best seller เยอะมาก อย่าง “เดอะ ท็อป ซิเครท” น่าจะกลายเป็นหนังสือยิดฮิตตลอดกาลของวงการไปแล้ว ทว่า ดิฉันก็แทบไม่เคยคิดจะอ่านหนังสือใดๆ ของทันตแพทย์สม สุจีราเลย  แต่ในภาวะที่หัวใจสลายเรื้อรังมากว่าหกเดือน ใยเลยดิฉันจะข้ามผ่านคำกล่าวที่ว่าผู้ชายด้อยกว่าผู้หญิงได้เล่า มันต้องการอะไรก็ได้ที่มาเสริม self-esteem

“...เพศหญิงมีทวาร 6 ที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า เธอมองเห็นสีสันได้กว่า 200 เฉดสี แต่เพศชายแยกได้ไม่ถึง 70 สี ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมผู้หญิงจึงหลงใหลสีฉูดฉาดของเครื่องแต่งกาย ชื่นชอบความวูบวาบของเครื่องเพชรมากกว่าผู้ชาย ...ผู้หญิงบางคนจะพูดโดยเฉลี่ยวันละ 20,000 คำ ถ้าน้อยเกินไปเธอจะอึดอัด ในขณะที่ผู้ชายพูดประมาณ 7,000 คำต่อวัน แม้น้อยกว่านี้เขาก็รู้สึกเฉย...”

แม้ข้อความข้างบนนี้จะจี้ใจดำความเป็นหญิงไปบ้าง แต่นี่แหละ คือสิ่งที่จะช่วยเยียวยาให้ความมั่นใจในความเป็นผู้หญิงของตนเองกลับคืนมา ยังมีอีก ผู้หญิงจมูกไวมาก ยิ่งตอนที่มีประจำเดือน คือเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จมูกจะไวเป็นพิเศษ สามารถแยกกลิ่นได้ 4,000 ชนิด ในขณะที่ผู้ชายแยกได้แค่ 2,000 ชนิด  ครึ่งต่อครึ่งเลยนะเนี่ย

แต่ความหมายอันแท้จริงของการมีทวารอันทรงพลังก็คือ เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะสร้างกิเลสได้มากกว่าผู้ชายในทุกทวาร หรือผู้หญิงสามารถสร้างกรรมให้ตัวเองมากกว่าผู้ชายได้หลายเท่า

“ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง” เป็นหนังสือประเภท เรียนธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ คนรุ่นที่ถูกกล่อมด้วยความคิดที่ว่าคนรุ่นใหม่ย่อมฉลาดกว่าคนรุ่นเก่า และมีหน้าที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ไม่ยอมซูฮกให้กับคำสอนเก่าๆ คนรุ่นที่นึกว่าตัวเองเก่ง เท่ห์ เพราะหาหลักฐานที่จับต้องได้มาหักล้างความรู้เก่าๆ แล้วบอกว่าเราฉลาดกว่า เรารู้มากกว่า เราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มากกว่า  นี่ดิฉันอคติกับคนรุ่นตัวเองมากเกินไปหรือเปล่านะ

สิ่งที่ทันตแพทย์สม สุจีราเผยแพร่มาโดยตลอด คือ พิสูจน์ว่าพุทธศาสนาสามารถอธิบายทุกสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้  และพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมชาติสูงสุด จริงแท้ที่สุด ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน เป็นการรวบรวมข้อมูลการวิจัยการรับรู้ผ่านทวารต่างๆ ของเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย เพื่อยืนยันว่า “ผู้หญิงมีกรรมมากกว่าผู้ชาย การได้เกิดมาเป็นผู้หญิงคือการที่ต้องมาชดใช้กรรมมากกว่าการได้เกิดมาเป็นชาย”

ดิฉันได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธ ศาสนาอยู่ไม่มากก็น้อย มีอยู่เล่มหนึ่ง พยายามอธิบายว่ากรรมมีจริง แต่เล่าเป็นแนวนิทาน ว่าเคยมีคนๆ นี้ ไปพรากลูกพรากเมียเค้ามา ไม่ทำมิดีมิร้ายหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาตนในชาติโน้นชาตินี้ คนนี้เลยต้องมาใช้กรรมตั้งหลายชาติ ชาติถัดมาเกิดมาเป็นชายที่มีจิตใจเป็นหญิง ชาติถัดมาเป็นชายที่โดนข่มขืน ชาติถัดมาก็เป็นนู่นเป็นนี่ โดนนั่นโดนนี่ จนเกือบจะหมดกรรมนี้แล้ว มาถึงชาติสุดท้ายที่จะต้องใช้กรรมนี้ คือ ชาติที่จะต้องเกิดมาเป็นหญิง  แต่หนังสือเล่มนั้นกลับไม่ได้อธิบาย หรือให้เหตุผลใดๆ ว่า แล้วทำไมจะต้องเป็นผู้หญิงด้วย

คุณแม่ของดิฉันเป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาก็เคยบอกกับดิฉันเช่นนี้เหมือนกัน คือ คนที่เกิดมาเป็นผู้หญิงคือคนที่มีกรรม  พอดิฉันถามว่าทำไม คุณแม่บอกว่า เพราะต้องเป็นเพศที่อุ้มท้อง คลอดลูก ต้องทนเจ็บกายมากกว่าผู้ชาย  คุณแม่ยังบอกอีกว่า ภิกษุณีมีศีลที่ต้องรักษาตั้ง 300 กว่าข้อ แต่ของภิกษุ มีแค่ 200 กว่าข้อเอง ก็น่าจะเป็นไปได้เนอะ แต่คำตอบของคุณแม่ยังไม่สามารถทำให้ดิฉันหมดข้อสงสัยไปได้

กลายเป็นว่าหนังสือ “ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง” เล่มนี้ที่ช่วยให้ดิฉันกระจ่างขึ้น  ซึ่งเมื่อย้อนดูตัวเองแล้ว อาจจะเป็นจริงก็ได้ ดิฉันเป็นคนที่หลงใหลในรูป รส เสียง เป็นคนที่ชอบสีสันอันฉูดฉาด ชอบฟังเพลงเพราะๆ ชอบเสาะหาของกิน ไวน์แดงเจ๋งๆ เหล้าวิสกี้เริ่ดๆ เวลาจะไปเที่ยวต้องขอบรรยากาศก่อน คือน่าจะเป็นคนที่ได้ใช้ทวารทั้ง 6 ของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะอย่างนี้ละมั้ง ถึงมีแฟนได้ไม่นาน มีแต่คนทิ้ง กรรมชั่วของดิฉันมันเยอะเสียเหลือเกิน ว่าไปนู่น

ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ แม้จะรู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าผู้เขียนต้องการจะบอกอะไร แต่ดิฉันก็ยังอดภูมิใจน้อยๆ ไม่ได้ ที่ธรรมชาติสร้างผู้หญิงให้แข็งแรงกว่าผู้ชาย  ดิฉันคิดว่า การที่ผู้หญิงสามารถรับรู้สิ่งรอบข้างจากทวารทั้ง 6 ได้มากนั้น มันก็อาจจะช่วยให้ผู้หญิงสามารถรับรสพระธรรมได้มากขึ้น เข้าใจความทุกข์ ความสุข ความเศร้า ความสงบ ได้มากขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น แต่เมื่อเรียนรู้แล้ว ก็ต้องตัดความเชื่อในความเป็นอัตตาของทุกอย่างออกให้ได้ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องทำได้ดีไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกัน  แต่เรื่องตลกก็คือ ในระหว่างที่ดิฉันมีความคิดเหล่านี้อยู่ มันกลับหมายถึงการยึดติด การเอาชนะ ซึ่งเป็นการสร้างเวทนาผ่านทางทวาร ตา และ ใจ เหมือนกัน  ใช่หรือไม่ การปฏิบัติธรรมนี่ยากจริงๆ เลย

ดิฉันพยายามที่จะเป็นคนดีอยู่เสมอ เป้าหมายแรกๆ ของคนกรรมหนาอย่างดิฉัน ก็แค่สามารถสวดมนตร์อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีลห้า ทำบุญตักบาตร ให้ได้เป็นนิจ เท่านี้ก็ภูมิใจแล้ว หลังจากนั้นก็ก้าวไปยังเป้าหมายต่อไป คือการหัดทำสมาธิ การทำวิปัสนา  ดังนั้น ดิฉันจะมีความสุขความยินดีอยู่เสมอที่เห็นคนตั้งใจทำความดี เห็นคนใส่บาตร คนที่ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง คนที่มีน้ำใจ รักพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอย่างถูกต้อง คนที่ต้องการหาความรู้ที่ดี พัฒนาตนเองอยู่เสมอ และจะคอยให้กำลังใจคนรอบข้างอยู่ตลอด  ดิฉันสงสารคนที่ทำแต่กรรมชั่วมาก หรือคนที่คิดแต่สิ่งเลวร้าย จับผิด หาข้อเสียของคนอื่น  ซึ่งดิฉันอาจจะอินกับเหตุการณ์เหล่านี้มาก เพราะทวารทั้ง 6 ทำงานได้ดีเสียเหลือเกิน แต่คำถามคือ สิ่งเหล่านี้คือการยึดติดการการรับรู้ทางทวารทั้ง 6 หรือไม่

อีกสิ่งที่ดิฉันทำคือ สำรวมให้มากขึ้น พูดให้น้อยลง พูดแต่สิ่งดีๆ ซึ่งก็คือการรักษาศีลข้อ 4 นั่นแหละ พออ่านหนังสือเล่มนี้เลยรู้สึกว่า นี่เรากำลังจะทำตัวเป็นผู้ชายแบบในหนังสือเลย พูดน้อย ไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เลือกฟัง เลือกจำแต่สิ่งที่ดี  แต่สุดที่รักคนที่เพิ่งจะร้างลากันไปกลับเป็นผู้ชายที่พูดมากเสียเหลือเกิน เชื่อเลยว่าพูดมากกว่าวันละ 7,000 คำล่ะ และเป็นคนที่จะเอารายละเอียดเลวร้ายของคนอื่นมาเป็นสิ่งให้ตนเองทุกข์ใจอยู่ เสมอ ดิฉันแทบจะไม่ใช้ความสามารถทางทวารทั้ง 6 ไปจับผิด ไม่ไปสูดดมว่าแอบไปเจอกิ๊กมาหรือเปล่า หรือแอบไปกินเหล้าแล้วไม่ชวนมาหรือเปล่า ไม่เอาใจไปจำเรื่องเก่าๆ ที่เคยเถียงกัน หรือเรื่องที่เป็นความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็มีบ้างที่สุดท้ายก็ต้องทะเลาะกันเถียงกันเพราะทนไม่ไหว แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นที่จะตัดการรับรู้ กิเลส และเวทนา แต่หากได้อยู่ท่ามกลางผู้ที่มีความพยายามเดียวกัน หรือในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการไปถึงเป้าหมายแห่งการบรรลุ คงไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้

ดิฉันยังมีคำถามอีกเยอะเลยหลังจากอ่าน หนังสือเล่มนี้จบ ส่วนใหญ่คงเป็นคำถามเกี่ยวกับพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม เพราะดิฉันมีความรู้เรื่องนี้เพียงน้อยนิดเท่านั้น  แต่คิดว่าควรจะจบการเขียนถึงหนังสือ “ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตนเอง” ของทันตแพทย์สม สุจีรา ไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า เพราะเดี๋ยวมีคนบ่นว่ายาวเกิน  แต่บอกตรงๆ ด้วยทวารปากเลยค่ะ ว่าเป็นหนังสือที่ดี อ่านง่าย มีเกร็ดความรู้มากมาย ซึ่งถ้าไม่สนใจพุทธศาสนาก็ยังอ่านได้ หากมีความรู้เรื่องพุทธศาสนาและธรรมะพอสมควร น่าจะอ่านได้เร็วและไม่สับสนเลยค่ะ

2.27.2010

"รอยประทับ"


นฤมล เทพไชย.  รอยประทับ.  กรุงเทพฯ : ผีเสื้อ, 2531.


ได้หนังสือ “รอยประทับ” โดยนฤมล เทพไชย สำนักพิมพ์ผีเสื้อ จากร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองลำปลายมาศ จ. บุรีรัมย์ ด้วยความซุกซนของสายตาแท้ๆ เชียว  ตั้งใจแค่จะไปซื้อนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ แต่ก็ยังมิวาย กวาดสายตาไปทั่วๆ แผงหนังสือว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง  ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะไม่ซื้อหนังสือใดๆ เลย เพราะงานสัปดาห์หนังสือจะมาอีกไม่ช้าแล้ว แต่หน้าปกหนังสือ “รอยประทับ” อันสวยสดงดงามกลับทำให้ต้องเปลี่ยนใจจนได้ 

แต่เรื่องตลกก็คือ หลังจากที่ดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ จึงเข้าไปยัง website ของ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พบข้อความที่บอกว่า หนังสือ “รอยประทับ” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (ที่ดิฉันถืออยู่ในมือ) พิมพ์จากไฟล์ที่ผิดพลาด สำนักพิมพ์เรียกคืนหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ไปทำลาย และจะส่งเล่มใหม่ที่ตีพิมพ์อย่างถูกต้องมาให้โดยเร็ว  ข้อความนี้เขาแจ้งตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว  แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะนี่ ถ้าดิฉันได้เล่มใหม่มา ก็ต้องมาอ่านใหม่เหรอ หวังว่าที่มีข้อผิดพลาดนี่คงไม่ใช่เนื้อเรื่องผิดนะ ไม่ใช่แบบพระเอกไม่ใช่คนนี้ คนเขียนเขาเขียนผิด จริงๆ คนนั้นเป็นโจร ส่วนนางเอกตาย อะไรแบบนี้อ่ะ ไม่เอานะ

ไม่ได้เห็นหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อมานานแล้ว หรืออาจเป็นเพราะดิฉันมัวแต่ไปตื่นเต้นกับหนังสือหน้าปกเก๋ๆ ดีไซน์สวยๆ ชื่อเรื่องเท่ห์ๆ จากสำนักพิมพ์วัยรุ่นติ๊สๆ ก็เป็นได้ จึงทำให้มองข้ามและลืมเลือนหนังสือสุดคาสสิกของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ อ่านหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเยอะมาก ตอนนั้นเป็นช่วงร้านหนังสือดวงกมลสมัยกำลังรุ่งเรืองเลย

บอกตามตรงว่าเลือกหนังสือ “รอยประทับ” เพราะชอบหน้าปก รูปเล่ม และการหีบห่อ คำโปรยที่บอกว่า เป็น “นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ... จากแดนอินเดียแดงสู่สยาม ... จากความทรงจำของแมรี่ เลาเกอสัน” มีส่วนในการตัดสินใจเสียเงินแบบปัจจุบันทันด่วนเล็กน้อย นึกว่าชาวอินเดียแดงมาเที่ยวสยาม แต่แมรี่ เลาเกอสันนี่ใครก็ไม่รู้จัก ความจำเธอดีแค่ไหนก็ไม่รู้ เลอะเลือนหรือเปล่า หรือมาสร้างเรื่องนวนิยายหลอกคนไทย หลอกฝรั่งแบบ Anna and the King of Siam

แต่ความจริง ดิฉันไม่มีความคิดเหล่านี้ตอนที่อ่านหรอกค่ะ เพราะความที่เขียนออกมาในแนวนิยาย มันเหนือความจริงอยู่แล้ว มันมีแต่เรื่องที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคนๆ หนึ่ง เพราะฉะนั้นจะมีแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่อยากให้ลูกหลานและชนรุ่นหลังจดจำ

“รอยประทับ” เป็นเรื่องชีวิตผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่ออัลธา เอกิ้น  เธอเกิดและเติบโตในช่วงที่คนขาวเริ่มเข้าไปตั้งถิ่นฐานวางรกรากในดิน แดนอเมริกา ที่ซึ่งชาวอินเดียแดงเป็นผู้ครอบครองอยู่ก่อนแล้ว ชีวิตในวัยเด็กของเธอ แม้จะยังไม่รู้ความ แต่ก็ต้องพบเจอกับความรุนแรงและความตายของคนในครอบครัวเสมอ บิดาของเธอหายตัวไปขณะที่เดินทางไปเจรจาซื้อที่และไม่กลับมาอีก มารดาเลี้ยงดูเธอและพี่น้องมาอย่างยากลำบาก จนแต่งงานใหม่กับชายที่ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้า แต่เขาก็เป็นพ่อและสามีที่ดี เธอมีน้องชายฝาแฝดต่างบิดา แต่ฝาแฝดทั้งสองก็ตายไปตั้งแต่ยังแบเบาะด้วยโรคระบาดคอตีบ ตัวเธอเองและพี่น้องอีกสามคนก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เมื่อโตมา ชอบร้องเพลง เล่นออร์แกน ครอบครัวเธอเป็นชาวคริสเตียนที่เคร่งครัด เธอได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากบาทหลวงที่ประจำอยู่ในเมืองที่เธออาศัยอยู่ เขาแนะนำให้เธอพยายามเรียนหนังสือให้จบ เธอพบรักกับชายหลายคน แต่ลงเอยกับคนที่มีเป้าหมายเป็นหมอสอนศาสนา หรือพวกมิสชันนารี เธอเรียนจบ แต่งงานกับเขา และไปฮันนีมูนกันที่นิคมอินเดียแดงเพื่อไปเผยแพร่ศาสนา พวกเขามีลูกน้อยหนึ่งคนแต่ก็ตายไปตั้งแต่วัยแบเบาะ ด้วยความเสียใจกันอย่างยิ่งยวด ทั้งสองตัดสินใจทิ้งอดีตอันเศร้าหมองไปยังประเทศสยาม เป็นพวกมิสชันนารีรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากไปถึงประเทศสยามได้ไม่ถึงเดือน สามีของเธอก็เสียชีวิตด้วยไข้ป่ารุนแรง เธอไร้ที่พึ่ง แต่ก็พยายามที่จะอยู่ในสยามต่อไปให้ได้ตามประสงค์ของสามี กาลเวลาผ่านไป เธอก็พบรักใหม่ เป็นรักครั้งสุดท้าย สามีใหม่ของอัลธาคือ จอห์น เอกิ้น ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เป็นคู่แข่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ทั้งสองได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองสยาม ทิ้งสิ่งดีงามและความประทับใจแด่ประเทศที่เธอคิดว่าเป็นบ้านจนวาระสุดท้ายของชีวิต

คนที่เล่าเรื่องนี้คือ แมรี่ เลาเกอสัน ซึ่งเป็นบุตรสาวจอมแก่นของอัลธา เอกิ้น แมรี่เกิดและเติบโตในสยาม ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากมารดาและเหล่ามิสชันนารีในสยามทั้งหลาย หลังจากนั้นไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกาจนจบ และกลับมาทำงานกับกลุ่มมิสชันนารีในสยาม เป็นอาสาสมัครที่ปรึกษาและสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เธอเดินทางไปมาระหว่างสยามและอเมริกา แต่ก็คิดเสมอว่าสยามคือบ้านของเธอ

ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นในนวนิยายเรื่องนี้คือ ความรัก ความตาย และคนขาวที่เชื่อว่าความรับผิดชอบใหญ่หลวง คือนำวิทยาการและศาสนาคริสไปเผยแพร่แทนพระเจ้า ซึ่งมีผลต่อการตัดสินสังคมที่มีความเชื่อและการใช้ชีวิตต่างจากตนเอง 

สำหรับอัลธาแล้ว คนสยามงมงาย ล้าหลัง ไม่จริงจังกับเรื่องใดๆ  เธอรับไม่ได้ที่ผู้หญิงชาวสยามชอบเอ่ยยกลูกให้เธอเลี้ยง  เธอหงุดหงิดทุกครั้งที่ชายชาวสยามจบการสนทนาเรื่องคอขาดบาดตายด้วยการพูดจาติดตลกและการหัวเราะ เธอไม่ชอบที่เห็นหญิงชาวสยามเปิดเผยทรวงอกในที่สาธารณะ ชายชาวสยามใช้ผ้าขาวม้ากับทุกสิ่ง ล้างมือล้างหน้ากับน้ำในคลอง เธอเกลียดการกินอาหารด้วยมือ หรือดื่มน้ำฝนที่ไม่ได้ต้มก่อน เธอคิดเสมอว่าเธอจะต้องช่วยให้ชาวสยามเป็นชาติที่มีอารยะเฉกเช่นชาวตะวันตกอย่างเธอ 

สิ่งที่เห็นกันตลอดเรื่องคือ พวกมิสชันนารีและครูชาวตะวันตกสมัยนั้น รักและช่วยเหลือกันเสมอ พวกเขามีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการสื่อสารระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประชุม การวางแผนเรื่องบุคคล การจัดสรรงบการเงินอย่างเป็นขั้นตอน ชัดเจน  พวกเขาดูแคลนชาวต่างชาติที่ได้สร้างครอบครัวกับหญิงชาวสยาม  และคิดว่าพวกเขาเท่านั้น ที่จะช่วยให้ชาวสยามรู้จักการแพทย์สมัยใหม่ รู้จักการใช้ยา การฉีดวัคซีน การบำรุงครรภ์ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  และพวกเขาเท่านัน ที่จะช่วยชี้ทางสว่างให้กับชีวิตชาวสยามโดยผ่านการศึกษาแบบตะวันตก มีโรงเรียนใหญ่ อาคารกินนอนของนักเรียน การเข้าโบสถ์ สวดมนตร์และร้องเพลงแด่พระเจ้าทุกวันอาทิตย์

พวกมิสชันนารีแต่งงานกันเอง การแต่งงานกับผู้ที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว หรือมีลูกติดจากคู่สมรสเก่าเป็นเรื่องที่รับได้ พวกเขาแต่งงานกันเพราะต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน พวกเขาไม่ไว้ใจคนสยาม พวกเขาเลือกเด็กชาวสยามที่จะมาเป็นเพื่อนกับลูกของพวกเขา และเมื่ออายุประมาณ 12 ปี พวกเขาจะส่งลูกไปรับการศึกษาในประเทศบ้านเกิด เพราะพวกเขากลัวว่าลูกจะพูดภาษาไทยคล่องเกินไป และกลายเป็นคนเปิ่น ล้าหลังอย่างชาวสยาม  ถึงแม้ว่าพวกลูกๆ ของจอห์นและอัลธาจะกลับมาเมืองสยามกันหลังจากเรียนจบ พวกเขายังคงเลือกแต่งงานกับคนขาวด้วยกัน การคบหาสมาคมกับชาวสยามเปรียบเสมือนการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า เป็นเหมือนเจ้านายกับลูกน้อง เหมือนผู้มีพระคุณกับผู้ที่ต้องตอบแทนบุญคุณ ไม่ใช่เพื่อนอันเท่าเทียม

สำหรับเรื่องความรักระหว่างชายหญิงมีให้เห็นกันตลอดเรื่อง ตั้งแต่ยุคคนขาวไล่คนอินเดียแดงไปอยู่ในนิคม มาจนถึงเมื่อเธอมาอยู่เมืองสยาม แม่ของอัลธาแต่งงานใหม่กับชายที่อายุอ่อนกว่าเป็นสิบปี เพียงเพราะเขาคิดว่าช่วยเหลือเธอในการเลี้ยงดูครอบครัวได้ และเธอก็ต้องการคนมาช่วยหาเลี้ยงลูกๆ และทำการเพาะปลูก  ความรักระหว่างอัลธาและสามีคนแรกของเธอ เป็นความรักอันบริสุทธิ์ของชายหญิงในเรื่องที่สุดแล้ว เป็นความรักที่เกิดเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการจะอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่ใช่เพราะต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน  ส่วนกับสามีคนที่สอง ที่มาพบกันหลังสามีคนแรกเสียชีวิต แต่งงานกันเพราะต้องการความช่วยเหลือ ส่วนคู่รักมิสชันนารี ทั้งบรรดาแหม่มๆ และหมอๆ ทั้งหลาย เกิดเพราะต้องทำงานใกล้ชิดกัน พวกเขาไม่มีใครอีกแล้วที่เข้าใจกัน พูดภาษาเดียวกัน มีอารยะเหมือนกัน  ชายชาวอังกฤษคนหนึ่งต้องนอกใจภรรยาที่อยู่อังกฤษ และไปมีลูกกับหญิงชาวสยาม พวกเขามองว่าเป็นเรื่องผิด สุดท้ายเขาเอาลูกของเธอไปเลี้ยงกับลูกของเขาในอังกฤษ

ความตายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีให้เห็นอยู่ตลอดเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งจะพานพบความตายได้เยอะขนาดนี้ ในช่วงแรก เป็นความตายจากสงครามและความขัดแย้ง ต่อมาเป็นความตายที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ  พ่อแม่ต้องฝังศพลูก สามีต้องฝังศพภรรยา ภรรยาต้องฝังศพสามีทั้งๆ ที่เพิ่งมีลูกด้วยกัน ความตายแม้จะเป็นเรื่องเศร้า แต่ดูเหมือนคนสมัยนั้นเคยชินกับความตายมากกว่าคนสมัยนี้ พวกเขาเศร้า แต่เพราะรู้ว่าโรคภัยมากมายที่รักษาไม่ได้ พวกเขาทำใจได้แม้ตัวเองจะต้องเป็นคนที่จากไป

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้รับจากคณะมิสชันคืออะไรกัน ศาสนาที่พยายามเข้ามาพร้อมกับความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่ก็ไปไม่ไกลดังที่ตั้งใจไว้ ประเทศไทยในปัจจุบันก็ยังเป็นประเทศพุทธศาสนาอยู่ เราได้วัฒนธรรมการดูแลรักษาสุขภาพจากโลกตะวันตก การมีโรงพยาบาล การไปหาหมอ การผลิตยา ทดลองยาใหม่ๆ  เราได้วัฒนธรรมการศึกษาจากตะวันตก เรามีโรงเรียน มีครู มีแบบเรียน เด็กๆ ทุกคนต้องไปโรงเรียน 

สมัยก่อน พวกเขายื่นข้อเสนอให้เรานับถือศาสนาของพวกเขา โดยแลกกับการรักษาชีวิต และการหยิบยื่นความรู้วิทยาการสมัยใหม่ให้ลูกหลานเรา แล้วทุกวันนี้ล่ะ พวกเขาให้อะไรกับเรา และต้องการอะไรจากเรา